รีวิวภาพยนตร์เรื่อง TENET ทะลุเวลาเพื่อกอบกู้โลกอันล่มสลาย

            รีวิวภาพยนตร์เรื่อง TENET ทะลุเวลาเพื่อกอบกู้โลกอันล่มสลาย ผลงานภาพยนตร์ของโนแลนเรื่องนี้เปรียบเสมือนแสงสว่างในโรงภาพยนตร์ ณ ช่วงเวลาที่วิกฤตโควิด-19 ทำให้โรงฉายมีสภาพไม่ต่างจากพื้นที่ร้างแห่งหนึ่งภายในห้างซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเสียใจ ในขณะเดียวกันการรับชมภาพยนตร์ดังกล่าวในโรงฉายกลายเป็นการเติมน้ำให้จิตใจที่เหี่ยวเฉาจนมีโอกาสลืมเรื่องเครียดไปชั่วเวลาหนึ่งเลย โดยหนึ่งเหตุผลอาจมาจากการดำเนินเรื่องที่แปลกใหม่และไม่ได้พบมาสักพักใหญ่ในวงการภาพยนตร์ ทำให้ผู้ชมต้องติดตามเนื้อเรื่องพร้อมเรียบเรียงเส้นเรื่องผ่านบนสนทนาของตัวละครเป็นสำคัญ

ข้อมูลเบื้องต้น

            สร้างสรรค์โดย Christopher Nolan ฉายครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 2020 ระยะเวลา 2 ชั่วโมง 30 นาที โดยมีนักแสดงหลักประกอบด้วย 1. John David Washington (พระเอก) 2. Robert Pattinson (เพื่อนพระเอก) 3. Elizabeth Debicki (นางเอก) 4. Kenneth Branagh (ตัวร้าย) ส่วนคะแนนวิจารณ์จากเว็บไซต์ IMDB ที่ 7.3/10 คะแนน และเว็บไซต์ Rotten Tomatoes ที่ 76 เปอร์เซ็นต์ของคะแนนผู้ชม

เรื่องย่อ

            ณ เวลาหนึ่ง ชายคนหนึ่งเป็นทหารรับจ้างที่กำลังบุกเข้าไปยังโรงอุปรากรเพื่อทำภารกิจอย่างหนึ่ง ไม่ว่าด้วยเหตุผลกลใดชายคนนี้กลับถูกจับมัดตัวและถูกสังหารในทันที ถัดมาอีกช่วงเวลาหนึ่งของชายคนเดียวกันกำลังตามหาต้นตอของเรื่องราวประหลาดที่เกิดกับเขาพร้อมกับเบาะแสอีกมากมายที่พบระหว่างทาง และนำไปสู่เป้าหมายเป็นชายคนหนึ่งนามว่า แอนไดร์ ซาทอน ซึ่งตัวละครเอกเชื่อว่าชายคนดังกล่าวจะทำลายโลกในอนาคตอันใกล้

ความคิดเห็นของผู้เขียน

            ผู้เขียนได้รับกระแสความนิยมของภาพยนตร์เกี่ยวกับวิธีการเล่าเรื่องที่น่าสนใจตั้งแต่ภาพยนตร์เริ่มเข้าใกล้วันฉาย เพราะจุดเด่นของภาพยนตร์ที่เล่นประเด็นของ “เวลา” มักมีเส้นเรื่องที่ค่อนข้างเป็นวงกลมเสมอ แต่จุดต่างคือ “การเดินย้อนหลัง” ที่ถือเป็นการตีความการเดินทางย้อนเวลาได้อย่างน่าสนใจ ทำให้ผู้ชมต้องละทิ้งกฎแห่งเวลาแบบเดิมของโลกภาพยนตร์ไว้และเรียนรู้กฎเฉพาะตัวของเรื่องนี้แทน ในช่วงต้นเรื่องจะไม่มีการเกริ่นข้อมูลใดให้ผู้ชมทราบเกี่ยวกับเหตุการณ์และปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น โดยการเล่าจะเสนอเพียงสิ่งที่ผู้ชมต้องรู้คร่าว ๆ เช่น เกิดการต่อสู้ หรือตัวละครเอกคือใคร หลังจากนั้นเนื้อเรื่องจะพาผู้ชมเรียนรู้โลกอีกฟากหนึ่งพร้อมกับตัวละครเอกเพื่อตอบคำถามว่า ทำไมถึงมีคนกลุ่มหนึ่งที่เคลื่อนที่ย้อนหลังและสวมหน้ากากช่วยหายใจ? ถัดมาในช่วงกลางถึงท้ายเรื่องเป้นช่วงเวลาที่ผู้ชมสามารถประติดประต่อเรื่องราวได้ทุกอย่างอีกครึ่งหนึ่งตามเส้นวงกลมของเรื่อง อย่างไรก็ดี บางประเด็นปัญหาของตัวละครบางตัวผู้เขียนมองว่าเหตุผลยังอ่อนแอเกินกว่าจะสร้างแรงขับให้กระทำการที่รุนแรง

ขอบคุณรูปภาพจาก https://unsplash.com

#ซีรี่ย์เกาหลี #netflix #ซีรี่ย์จีน #รีวิวTENET

รีวิวภาพยนตร์เรื่อง A Quiet Place Part II ความกลัวอันไร้เสียง

            รีวิวภาพยนตร์เรื่อง A Quiet Place Part II ความกลัวอันไร้เสียง ปีค.ศ. 2020 คือช่วงเวลาที่วงการภาพยนตร์ซบเซาอย่างมากทั้งในกลุ่มผู้สร้างหรือโรงฉาย โดยมีภาพยนตร์จำนวนหนึ่งตัดสินใจเปิดฉายในโรงสวนกระแสเพื่อหวังรายได้หรือมอบความสุขให้กับผู้คน อย่างไรก็ดี ผู้คนตัดสินใจเลี่ยงโรงฉายเพื่อหลีกจากความเสี่ยงของโรคที่ไม่เคยรู้จัก อันเป็นเหตุให้ภาพยนตร์คุณภาพหลายเรื่องอาจตกหล่นจากสายตาของผู้ชม

ข้อมูลเบื้องต้น

            สร้างสรรค์โดย John Krasinski ฉายครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 2020 ระยะเวลา 1 ชั่วโมง 37 นาที โดยมีนักแสดงหลักประกอบด้วย 1. Emily Blunt รับบท Evelyn Abbott 2. Millicent Simmonds: Regan Abbott 3. Cillian Murphy: Emmett ส่วนคะแนนวิจารณ์จากเว็บไซต์ IMDB ที่ 7.2/10 คะแนน และเว็บไซต์ Rotten Tomatoes ที่ 92 เปอร์เซ็นต์ของคะแนนผู้ชม

เรื่องย่อ

            ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา เกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้นจนเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของมนุษย์ให้ต่างไปอย่างสิ้นเชิง เสียงกระทบเพียงเล็กน้อยกลับดึงดูดสิ่งมีชีวิตอันตรายให้มุ่งเข้าหาแหล่งเสียงพร้อมสังหารมนุษย์ที่อยู่รอบข้าง ภายในเวลาไม่นานนักสังคมแบบเดิมก็ล่มสลาย ผู้คนกระจัดกระจายตามวิถีทางของตนเพื่ออยู่รอด รวมถึงครอบครัวแอบบอตท์ที่สามารถปรับตัวเข้าได้อย่างรวดเร็ว แต่วันหนึ่งก็เกิดเหตุการณ์ร้ายอันเป็นเหตุให้ต้องสูญเสียสมาชิกครอบครัวไปหลายคน อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่เหลือรอดจำต้องเดินทางต่อไปสู่ความหวังที่หลงเหลือ

ความคิดเห็นของผู้เขียน

            ผู้เขียนขอเตือนเกี่ยวกับ ‘ฉาก Jump scare’ ที่มีอยู่ประปรายตลอดทั้งเรื่อง หากผู้ชมเป็นคนขวัญอ่อนควรปิดสักครึ่งหนึ่งหรือดูให้ไกลจากจอภาพเพื่อความปลอดภัย (555+) กล่าวย้อนกลับไปภาคที่หนึ่งที่เรื่องราวเล่าการดำเนินชีวิตของครอบครัวแอบบอตท์ในเวลาที่สังคมล่มสลายไปแล้ว ส่วนภาคนี้ได้บอกถึงต้นกำเนิดของสัตว์ประหลาดพร้อมกับวันแรกที่พวกมันปรากฏตัวต่อสายตามนุษย์ทำให้ผู้คนกระจัดกระจายไปทั่ว บุคคลอื่นนอกเหนือจากกลุ่มตัวละครเอกก็มีให้เห็นมากขึ้น และอธิบายสาเหตุว่าทำไมในภาคที่แล้วถึงไม่มีใครเดินทางมาช่วยเขา ถัดมาประเด็นสำคัญของเนื้อเรื่องคือ ความเป็นคนและการเอาชีวิตรอด ที่ต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ตนอยู่รอดพยายามเล่นกับความรู้สึกของผู้ชมที่ยึดหลักคุณธรรมและศีลธรรมตามโลกปกติให้ “ตัดสิน” การกระทำของตัวละครที่ทำตามสัญชาตญาณ นอกจากนี้ยังถือเป็นการโยนประเด็นปัญหาอันเป็นเหตุผลให้ตัวละครหลายตัวตัดสินใจออกจากพื้นที่ปลอดภัย เช่น การหายารักษาตัวละครที่บาดเจ็บ ซึ่งผู้เขียนมองว่าภาพยนตร์เลือกใช้เหตุผลที่ดี ส่วนสุดท้ายคือบรรยากาศของเนื้อเรื่องที่ไม่เอื้อให้ตัวละครสามารถสนทนากันอย่างฟุ่มเฟือยทำให้ต้องใช้สีหน้าท่าทางในการถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึก เหล่านักแสดงต่างสามารถถ่ายทอดออกมาได้เป็นอย่างดีเลย

ตัวอย่างหนัง :

ขอบคุณรูปภาพจาก https://unsplash.com/

#ซีรี่ย์เกาหลี #netflix #ซีรี่ย์จีน #A Quiet Place Part II

แนะนำผลงานซีรี่ย์สุดปังของ จุนโฮ 2PM หนุ่มหล่อสุดฮอตล่าสุดแห่งโชซอน

จุนโฮ 2PM กับบทบาทของ องค์รัชทายาทอีซาน ในซีรีส์ The Red Sleeve เรียกได้ว่าทำเอาสาวๆ โดนตกกันเป็นแถบ ไม่ว่าจะงานเพลงหรืองานแสดงหนุ่ม อีจุนโฮ ก็สามารถ ทำได้ดีและมีแฟน ๆ คอยติดตามให้การสนับสนุนอยู่เสมอๆ ทั้งมีเก่งทั้งมีเสน่ห์แบบนี้ ใครไม่หลงก็บ้าแล้ว เพื่อตอกย้ำคามฮอตของ องค์รัชทายาทอีซาน จุนโฮ 2PM เราจึงได้รวบรวมซีรี่ย์สุดปังของหนุ่มจุนโฮมาฝากกันค่ะ จะมีซีรี่ย์เรื่องอะไรบ้างนั้น ตามไปดูกันเลยค่ะ

1.The Red Sleeve

เป็นซีรีส์ย้อนยุคที่ จุนโฮ สวมบทเป็น องค์รัชทายาท อีซัน ที่ตกหลุมรักหญิงสาวในราชสำนักอย่าง ซองด็อกอิม โดยเรื่องนี้เป็นเรื่องราวของความรักต้องห้ามระหว่างด็อกอิมและอีซัน กษัตริย์ผู้ใช้ความรักเป็นเพียงเครื่องมือและหญิงสาวผู้ปฏิเสธที่จะมาเป็นมเหสีของเขา ทางเลือกของทั้งสองคนทำให้ทั้งคู่แยกจากกัน แต่ในใจลึก ๆ นั้น พวกเขาเพียงอยากมีความรักที่ปกติ แม้จะรู้ว่าเป็นไปไม่ได้ก็ตามที

ภาพจาก : pantip

2.Wok of Love

เป็นเรื่องราวของ พัคซอพุง เชฟหนุ่มอาหารจีนฝีมือดี ที่ชีวิตพลิกผัน เมื่อถูกภรรยานอกใจไปคบกับเจ้าของโรงแรมที่เขาทำงาน แถมยังโดนไล่ออก เขาจึงไปร่วมมือกับ โดชิลซอง อดีตหัวหน้าแก๊งนักเลงผู้ผันตัวมาเปิดร้านอาหารเล็ก ๆ อยู่ฝั่งตรงข้ามที่ทำงานเก่า ที่นั่นทำให้พวกเขาได้รู้จักและตกหลุมรักกับ ดันแซอู อดีตสาวไฮโซผู้ชื่นชอบจาจังมยอน

ภาพจาก : korseries.com

3.Chief Kim

บอกเล่าเรื่องราวของ ซอยูล อดีตอัยการผู้มีหน้าที่ตรวจสอบคดีทุจริต ก่อนจะผันตัวมาเป็นผู้อำนวยการฝ่ายการเงินในปัจจุบัน และเพราะได้รับคำสั่งให้เก็บกวาดการทุจริตของผู้บริหารระดับสูง เขาจึงต้องให้ตัวพ่อแห่งวงการปลอมแปลงบัญชีอย่าง คิมซองรยง มาร่วมงานด้วยในภารกิจนี้ พอฟังพล็อตเรื่องแล้วดูเหมือนจะซีเรียส แต่ความเป็นจริงกลับกลายเป็นซีรีส์แนวคอเมดี้ซะงั้น

ภาพจาก : blockdit.com

4.Rain or Shine

เป็นเรื่องราว อีคังดู ชายที่ฝันอยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพแต่กลับประสบอุบัติเหตุที่คร่าชีวิตพ่อของเขาไปและอุบัติเหตุนั้นได้ทำให้ขาเขาได้รับบาดเจ็บด้วย แถมแม่ของเขาก็ล้มป่วยจนเสียชีวิต นั่นทำให้เขามีหนี้สินที่ได้รับมาจากแม่เขามากมาย เขาต้องใช้อย่างไร้จุดหมายกว่า 3 ปี จนได้เจอกับ ฮามุนซู ที่เคยสูญเสียครอบครัวไปจากอุบัติเหตุเช่นกัน แต่เธอกลับเลือกใช้ชีวิตที่ต่างไปจากเขาอย่างสิ้นเชิง

ภาพจาก : Wikipedia

5.Confession

เป็นซีรีส์แนวสืบสวนกับเรื่องราวการพิจารณาคดีในศาล โดย จุนโฮ รับบท ชเวโดฮยอน ทนายความที่จริงจังกับงาน เขามีความต้องการสืบหาความจริงที่ว่าทำไมพ่อของเขาถึงเต็มใจยอมรับชะตากรรมนักโทษประหาร วันหนึ่งเขาได้ไปทำคดีฆาตกรรมร่วมกับ กีจุนโฮ หัวหน้าทีมสืบสวนอาชญากรรม ซึ่งกลายเป็นว่าการร่วมงานกันในครั้งนี้ทำให้เกิดการเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่นำพาไปสู่การค้นพบความจริง

ภาพจาก : korseries.com

#ซีรี่ย์เกาหลี #netflix #ซีรี่ย์จีน

ฝ่าโลก 20,000 ปี ที่จะพาคุณไปผจญภัยในยุคน้ำแข็ง

หลายท่านอาจจะเคยชมภาพยนตร์ที่มีบรรยากาศเป็นช่วงยุคน้ำแข็งกันมาบ้างแล้ว สำหรับเรื่อง ALPHA (2018) ผจญนรกแดนทมิฬ 20,000 ปี ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่จะพาคุณย้อนกลับไปดูการใช้ชีวิตในช่วงยุคที่โลกยังมีผู้คนไม่มาก และน้ำแข็งปกคลุมเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งช่วงนั้นจะเป็นฤดูที่หนาวเหน็บ อย่าว่าแต่มนุษย์เลย แม้แต่สัตว์ก็ยังใช้ชีวิตอยู่อย่างยากลำบากเช่นกัน เพราะนอกจากอากาศจะหนาวเหน็บแล้ว ยังหาอาหารได้ยากอีกด้วย ผู้คนจึงต้องเตรียมตัวกันเอาไว้ตั้งแน่เนิ่นๆ ในการกักตุนและหาเสบียงไว้ใช้ในช่วงฤดูหนาว และต้องมีจำนวนพอเพียงสำหรับทุกคนในเผ่า เพื่อให้พร้อมรอหน้าร้อนที่กำลังจะมาถึงในอีกหลายเดือนข้างหน้า

ภาพจาก tv.apple.com

สำหรับภาพยนตร์ เรื่อง ALPHA (2018) จะกล่าวถึงเด็กหนุ่มที่มีชื่อว่า เคดา (รับบทโดย โคดี สมิธ แมคฟี) เขาเป็นคนหนุ่มรุ่นต่อไปที่จะต้องสืบทอดวิถีการใช้ชีวิตจากผู้ใหญ่ในเผ่าเพื่อความอยู่รอดของทุกคน จึงจำเป็นต้องเรียนรู้สิ่งต่างๆ ทั้งการทำอุปกรณ์ล่าสัตว์ การเดินทาง การล่าสัตว์ และการใช้ชีวิตอยู่ในท่ามกลางความหนาวเย็น และเขาต้องออกไปล่าสัตว์เมื่อถึงฤดูกาลเพื่อพิสูจน์ความเป็นลูกผู้ชาย ก่อนที่ฤดูหนาวจะมาถึง เผ่าของเคดามีชื่อว่า โซลูเทรียน และต้องออกไปล่าควายไบซันเพื่อนำกลับมาเป็นอาหาร และเคดายังเป็นลูกชายของหัวหน้าเผ่านามว่า เทา (รับบทโดย โยฮันเนส ฮาวเกอร์ โยฮันเนสสัน) ซึ่งเทาคาดหวังจะให้ลูกล่าสัตว์ได้สำเร็จและพิสูจน์ความเป็นลูกผู้ชายได้อย่างเต็มภาคภูมิ ในระหว่างทางเขาจึงพยายามถ่ายทอดสิ่งต่างๆ เพื่อให้เคดาสามารถนำไปใช้ในการเอาตัวรอด

ภาพจาก monsterarchaeologist.wordpress.com

แต่ในระหว่างการล่าควายไบซันเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เคดาถูกควายขวิดและตกลงไปจากหน้าผ่าสูงชัน จนตัวหล่นไปติดกับแหง่หินและสลบไป แต่เทาผู้เป็นพ่อคิดว่าเขาตายแล้ว จึงเศร้าโศกเสียใจเป็นอย่างมาก แต่จำเป็นต้องทิ้งศพเขาไว้ เพื่อเดินทางกลับไปยังเผ่าก่อนที่หิมะจะตกลงมา เคดาฟื้นขึ้นมาพบว่าตนเองนอนอยู่ริมหน้าผาสูง และขาข้างหนึ่งหัก เขาพยายามเรียกหาพ่อแต่ก็ไม่มีเสียงตอบกลับ ขณะนั้นฝนก็กำลังตกลงมาอย่างหนัก ทำให้เคดาพลัดหล่นลงไปในสายน้ำเบื้องล่าง

ภาพจาก nytimes.com

มาร่วมลุ้นกันต่อว่าเคดาจะสามารถเอาตัวรอดจากเหตุการณ์นี้อย่างไร และเดินทางกลับไปยังเผ่าสำเร็จก่อนที่หิมะจะตกลงมาหรือไม่ เพราะนี่เป็นครั้งแรกในการเดินทางออกจากเผาของเขา ที่สำคัญเขายังขาดประสบการณ์อีกด้วย โดยรวมแล้วเหมือนจะเป็นหนังแนวผจญภัย แต่เอาเข้าจริงพระเอกของเรื่องไม่ได้ผจญภัยอะไรมาก หากถามว่าแล้วหนังพอดูได้ไหม ถ้าดูเอาแบบสนุกๆ แก้เบื่อและไม่คาดหวังอะไรมากก็พูดได้ว่าเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่ถึงกับแย่จนเกินไป

#ซีรี่ย์เกาหลี #netflix #ซีรี่ย์จีน #ฝ่าโลก 20000 ปี