• Home
  • Author: karc1

Don’t breathe 2 ลุ้นระทึกแทบกลั้นหายใจพร้อมกัน ในเดือนสิงหาคมนี้

ในปี ค.ศ. 2016 Don’t Breathe หนึ่งในหนังระทึกขวัญที่ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม ใช้ทุนสร้างเพียง 9.9 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่กวาดรายได้อย่างงดงามจากทั่วโลกกว่า 157 ล้านเหรียญสหรัฐ อีกทั้งได้รับกระแสคำชมในทางบวกอย่างมากกมาย ทำให้มีแฟน ๆ รอคอยติดตามภาคต่ออย่างใจจดใจจ่อ และกำลังจะมาให้ชมกันในปีนี้

Don’t Breathe 2 ลุงกลับมาโหดยิ่งกว่าเดิม

                  สตีเฟ่น แลง นักแสดงที่รับบทลุงโหดใน Don’t Breathe ภาคแรกได้เปิดเผยในทวิตเตอร์ส่วนตัวว่า พวกเขาได้ถ่ายทำภาค 2 เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว มันเป็นการถ่ายทำที่มีความสมบุกสมบันเป็นอย่างมาก โดยในระหว่างที่มีการถ่ายทำจะมีระเบียบปฏิบัติต่าง ๆ ด้านสุขภาพและเพื่อความปลอดภัยทั้งหมด นอกจากนี้เขายังได้เผยภาพของที่ระลึกของกองถ่ายทำได้ให้ไว้ เป็นเสื้อที่สกรีนใบหน้าของเขากำลังสวมใส่หน้ากากอนามัยด้วย ซึ่งในภาคแรกยังซ่อนความลับสุดตะลึงเอาไว้ในช่วงท้ายของภาพยนตร์ด้วยทำเอาแฟน ๆ ต่างตั้งข้อสงสัยเป็นอย่างมาก หากจะจบในภาคนี้ก็เป็นหนังที่สมบูรณ์แบบได้เป็นอย่างดี แต่พวกเขากลับเลือกที่จะนำมาเล่าเป็นอีกครั้งในภาคใหม่ พร้อมกับหักมุมที่ไม่คาดคิด โดยเนื้อหาในภาค 2 นี้ โฉมแรกที่ได้ถูกเปิดตัวจากเว็บของ USA Today เป็นภาพของ สตีเฟ่น แลง กลับมารับบท Norman Nordstorm ซึ่งในหนังได้แสดงออกให้เห็นในอีกแง่มุมหนึ่งของเขาผ่านเนื้อหาภายในหนังด้วย โดยสร้างพล็อตเรื่องออกมาให้เป็นหนังแนวแก้แค้นสุดระทึกและเขย่าขวัญ ภาพของนอร์แมนที่ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ในขณะที่กำลังดูแลเด็กหญิงกำพร้าจากเหตุการณ์เหตุเพลิงไหม้ เมื่อประมาณ 5 ปีก่อน จนวันหนึ่งเธอถูกกลุ่มอาชญากรลักพาตัวไป นอร์แมนจึงต้องออกตามล่าเพื่อช่วยพาเธอกลับมาให้ได้ ความสนุกและต้องลุ้นในเรื่องนี้ก็ยังคงดุเดือดเนื่องจากข้อจำกัดของนอร์แมนที่พิการตามองไม่เห็น ต้องมาคอยติดตามชมกันว่าในภาค 2 นี้จะมีการเพิ่มความระทึกหรือฉากแอ็คชั่นเป็นอย่างไร ฉากจบในภาคแรกมีความเกี่ยวข้องกับภาคนี้ยังไง ต้องมาลุ้นกัน

ลุงโหดทวงแค้น มาอย่างแน่นอน

                  Don’t Breathe ลมหายใจสั่งตาย ภาพยนตร์พล็อตเรื่องสุดแหวกแนว จากผู้กำกับ เฟด อัลวาเรซ เคยฝากผลงานอันโดดเด่น ในเรื่อง Evil Dead มาแล้ว ในภาคแรกเข้าฉายในปี ค.ศ. 2016 เรื่องราวของการบุกปล้นบ้านของแก๊งวัยรุ่นที่เห็นว่าเจ้าของบ้านเป็นเพียงชายชราตาบอด แต่เหตุการณ์กับพลิกผัน เมื่อพวกเขาต้องเจอกับชายแก่ที่อดีตเคยเป็นทหารสุดโหด มีความหลังสุดแสนเจ็บปวด จากที่ผู้ล่ากลายเป็นผู้ถูกล่าเสียเอง ความสำเร็จในภาคนี้การันตีด้วย Rotten Tomatoes กว่า 87 เปอร์เซ็นต์ของนักวิจารณ์ให้ความชื่นชอบ ได้รับคะแนนสูงถึง 7.1/10 คะแนน และในปีนี้กำลังจะกลับมาอีกครั้งในภาค 2 ให้ได้ลุ้นระทึกกลั้นหายใจไปพร้อม ๆ กันในเดือนสิงหาคมนี้

              ความน่าสนใจเป็นพิเศษของ Don’t Breathe 2 มีการพลิกบทบาทของนักแสดงนำ จากถูกล่ากลายเป็นผู้ล่า พล๊อตเรื่องหักมุมที่หลายคนคิดตามไม่ทัน ในภาคนี้มีการพลิกบทบาทอีกครั้งกลายเป็นคนกึ่งดีที่จะไล่ล่ากลุ่มเหล่าวายร้ายที่ร้ายยิ่งกว่าเขา ในการช่วยเด็กหญิงให้ได้ จะสนุกมันขนาดไหน ต้องรอติดตามให้ได้

เครดิตภาพ : kapook.com / wyfilmowani.pl / majorcineplex.com

Youtube :

Don’t Breath 2 – Official Trailer (2021)

#Don’t Breathe 2 #พรีวิวหนังใหม่ #หนังชนโรง

รีวิว The Farewell กอดสุดท้าย…คุณยายที่รัก

The Farewell เรื่องราวของชาวจีนที่ใช้ชีวิตอยู่อเมริกา จึงมีความคิดแบบชาวตะวันตก จะพาไปพบกับขนบธรรมเนียมประเพณี วิถีชีวิต ความเชื่อ ของประเทศจีนแผ่นดินใหญ่อันเป็นบ้านเกิดของตนเอง ที่คนต่างชาติส่วนมากอาจไม่เข้าใจถึงสิ่งเหล่านี้ หนังเรื่องนี้เลยจะพาผู้ชมไปดูถึงจุดมุ่งหมายของเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด

เรื่องย่อ The Farewell กอดสุดท้าย…คุณยายที่รัก

โดยมีเรื่องราวเกี่ยวกับบิลลี่ สาวชาวจีนที่ต้องย้ายมาอยู่นิวยอร์กตามความต้องการของครอบครัว ในปัจจุบันเธอประสบปัญหากับอาชีพนักเขียนของตนเองที่กำลังจะล้มเหลวในเร็วนี้ โดยภาษาที่ใช้กับครอบครัวและชีวิตประจำวันนั้นล้วนเป็นภาษาอังกฤษ มีเพียงอาม่าเท่านั้นที่เขายังใช้ภาษาจีนด้วย 

วันหนึ่งทุกคนในครอบครัว รวมถึงบิลลี่ได้รับข่าวร้ายจากโรงพยาบาลแล้วว่าตัวอาม่านั้นเป็นมะเร็งปอดขั้นที่สี่ หมายความว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อได้อีกไม่นาน ทำให้ลูกหลานของอาม่าที่อาศัยอยู่ต่างถิ่นนั้นต้องกลับไปหาอาม่าเป็นครั้งสุดท้ายและสิ่งที่บิลลี่ไม่เข้าใจมากที่สุดคือการที่ทุกคนตกลงกันว่าจะไม่บอกอาม่าเรื่องโรค เพื่อให้สภาพจิตใจของอาม่ายังคงปกติไม่ทรุดหนักลงหรือเรียกว่า การโกหกสีขาว นั่นเอง เมื่อพ่อแม่ทราบถึงความคิดของบิลลี่ จึงกีดกันไม่ให้พาบิลลี่กลับมาที่จีนด้วย ถึงแม้ว่าจะเป็นหลานคนโปรดก็ตาม เนื่องจากไม่ต้องการให้อาม่าทราบความจริง ซึ่งสุดท้ายแล้วนั้นบิลลี่ได้ตามกลับไปที่จีนด้วยเงินของตนเอง

อะความฟิน่า ได้ถ่ายทอดบิลลี่ออกมาให้ทุกคนได้ชมอย่างสวยงาม สมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็นการแสดงออกผ่านสีหน้าที่นิ่งเฉย แต่สายตานั้นไม่ธรรมดาเลย การเก็บความรู้สึกไว้ภายในใจ กลายเป็นตัวละครที่ใครหลายคนอยากช่วยผลักดันให้เธอได้เข้าชิงรางวัลนักแสดงหญิง นอกจากนี้ จ้าว ชูเซิน เป็นอีกนักแสดงที่ทำให้ใครหลายคนดูแล้ว เข้าถึงความรู้สึกของอาม่าและหวนให้คิดถึงคนของเรา ซึ่งเป็นอีกตัวละครที่คู่ควรแก่การเข้าชิงด้วยเช่นกัน

หนังเรื่องนี้กลายเป็นพลังบวกกับเรา ด้วยความที่คนไทยส่วนมากมีเชื้อสายจีน จึงเข้าใจบริบทในหนังได้อย่างง่ายดาย ซึ่งสะท้อนอะไรหลาย ๆ อย่าง เช่น วิถีชีวิต , การเลือกที่จะไม่บอกความจริงที่โหดร้ายของอาการป่วยแก่บุคคลนั้นได้ เพราะหลาย ๆ ครอบครัวก็คงเลือกทางนี้เหมือนกันและยังมีอีกหลายแง่มุม ไม่ว่าจะเป็น ความรัก ความสัมพันธ์ ความเป็นมนุษย์ ความอบอุ่น อย่างครบถ้วน ทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นหนังอีกเรื่องที่ทำให้เกิดความตื้นตันกับใครหลายคน ใครที่ยังไม่มีโอกาสรับชม นาทีนี้คงต้องขอแนะนำว่ารีบไปตามดูดีที่สุด

วิดีโอตัวอย่าง :

ขอบคุณรูปภาพ

ภาพที่ 1 จาก Vignette (https://vignette.wikia.nocookie.net/filmguide/images/

ภาพที่ 2 จาก Latimes https://www.latimes.com/entertainment-arts/story

#รีวิว The Farewell #หนังดราม่า #หนังสะท้อนคนเอเชีย

รีวิว Time Trap ถ้ำกับดักเวลาพิศวง

            ต้องขอออกตัวก่อนว่ารีวิวนี้ ‘มีสปอยล์’ ขอเกริ่นถึงความรู้สึกแรกก่อนที่จะตัดสินใจดูหนังเรื่อง Time Trap นี้แบบไม่ดูรีวิวใด ๆ และอ่านเรื่องย่อมาก่อน สิ่งแรกเมื่อเห็นชื่อเรื่องและโปสเตอร์ นึกถึงความหนังแนวพจญภัย ลึกลับ ต้องทำมิชชั่นภายในเรื่องบ้าง แต่เมื่อเริ่มดูไปได้ครึ่งเรื่อง เริ่มต้องตั้งสติและตั้งใจดูอย่างจริงจังสักที เพราะตลอดเวลาที่ดู ต้องคิดตามตลอดว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง อดีตเป็นอย่างไร สำหรับใครที่ชอบหนังแนวต้องลุ้น ต้องทำความเข้าใจอยู่พอสมควร ก็ขอให้ลองดู !

เรื่องย่อ Time Trap

            Time Trap เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับกลุ่มนักศึกษาคณะโบราณคดีได้ทำการเดินทางเข้าสู่ถ้ำลึกลับกลางป่าใหญ่เพื่อตามหาอาจารย์ที่เข้าไปสำรวจถ้ำ และติดต่อไม่ได้อีกเลย ภารกิจนี้เหมือนจะไปได้ดี เมื่อเขาไปกันหลายคนพร้อมอุปกรณ์สำหรับการปีนเขาและสำรวจถ้ำครบมือ แต่แล้วความแปลกก็เริ่มขึ้น เมื่อพวกเขาได้ปีนลึกลงไปในถ้ำ สัมผัสได้ถึงอากาศที่เปลี่ยนไป ราวกับอยู่กันคนละสภาพแวดล้อม

            ขณะทำการสำรวจ พวกเขาพบกับเสียงร้องแปลกประหลาด และตามมาด้วยเชือกที่ถูกตัด ทำให้ไม่สามารถปีนขึ้นไปได้ พวกเขาจึงพยายามติดต่อกับเพื่อนที่รออยู่ด้านนอกเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่แล้วก็ไร้ซึ่งเสียงตอบกลับ จนกระทั่งได้รับสัญญาณวิทยุขอความช่วยเหลือจากเพื่อนคนนั้นที่ตกลงมาภายในถ้ำเพื่อตามหาพวกเขา หลังจากนั้นจึงได้รู้ความจริงว่าเวลาภายในถ้ำและด้านนอก เดินไม่เหมือนกัน พวกเขาอยู่ในถ้ำเพียง  นาที แต่ภายนอกกลับผ่านไปหลายวันแล้ว

            จุดไคล์แมกซ์ของเรื่องนี้บอกเลยว่าอยู่ที่ความสับสนของเวลา กว่าพวกเขาจะรู้ตัวและปักใจเชื่อจริง ๆ ว่าเวลาด้านในนั้นต่างกับด้านนอกแค่ไหน ก็สายไปเสียแล้ว เพราะ โลกภายนอกผ่านไปหลายปี แถมภายในถ้ำยังมีมนุษย์ถ้ำ และมิติเวลาที่เดินช้าจนแทบจะไม่เดิน เหมือนกับสต๊าฟทุกสิ่งเอาไว้ ภายหลังพวกเขาจึงได้รู้ สิ่งที่อาจารย์ต้องการจากถ้ำนี้ ไม่ใช่เพียงการสำรวจ แต่เป็นการตามหาครอบครัวที่ติดอยู่ภายในถ้ำเวลาแห่งนี้

            ความประหลาดใจของหนังแนวนี้มักทำให้คนดูคาดไม่ถึง ด้วยการผสมความวิทยาศาสตร์เข้าไป เกี่ยวกับมนุษย์จากโลกอนาคต สุดท้ายจบด้วยการเฉลย ว่าแต่ละความลึกของถ้ำนั้นเวลาเดินไม่เหมือนกัน ยิ่งลึก เวลาภายนอกยิ่งผ่านไปเร็ว

วิดีโอเพิ่มเติม :

            โดยรวมเป็นหนังที่มีความสนุก ถึงแม้โลเคชั่นในเรื่องจะไม่เยอะ แต่การเดินเรื่องทำได้ดี มุมกล้องและแสงออกมาลงตัว ไม่ใช่หนังที่มืดจนหมดสนุก ผสานด้วยตัวละครแปลก ๆ ในแต่ละช่วงเวลาด้วยนั้น คุ้มค่าแก่เวลา และถึงแม้หนังเรื่องนี้จะถ่ายทำตั้งแต่ปี 2560 ด้วยค่าหนังอิสระในอเมริกา แต่เพิ่งเข้า Netflix ไทยเมื่อไม่นานมานี้ กลับได้รับความนิยม ติดท็อป10 ภายในไม่กี่วัน พลาดไม่ได้แล้วล่ะ

ขอขอบคุณภาพประกอบบทความ

ภาพที่ 1 จาก Konbanang https://www.konbanang.com/time-trap-

#รีวิว Time Trap #รีวิวหนัง Netflix #หนังNetflix น่าดู

รีวิว the christmas chronicles เมื่อซานต้าคอสกลายเป็นคนธรรมดา

เริ่มต้นเข้าเดือนธันวาคม เทศกาลคริสต์มาสใกล้จะมาถึงในไม่ช้า การหาหนังที่เกี่ยวกับเทศกาล คริสต์มาสดู นับว่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจไม่น้อย วันนี้เราก็เลยอยากจะรีวิวหนังเกี่ยวกับเทศกาลคริสต์มาสเรื่องหนึ่ง มีชื่อเรื่องว่า the christmas chronicles ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เรามีโอกาสได้ดูในคริสต์มาสปีที่แล้วบน Netflix  

ของคุณเครดิตภาพจาก maomon

เรื่องย่อ the christmas chronicles

The christmas chronicles เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับวันคริสต์มาส แน่นอนล่ะว่าต้องมีซานต้าคอสเป็นตัวเอกของเรื่องแน่นอน ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องราวของสองพี่น้อง เคทและเทดดี้ สองพี่น้องที่ไม่ค่อยลงรอยกัน เพราะไม่ค่อยได้พูดคุยหรือคลุกคลีกันเท่าไหร่ แต่ในวันคืนหนึ่งของวันคริสต์มาส ทั้งคู่ตั้งใจจะมาถ่ายวิดีโอซานต้าคอส ด้วยความบังเอิญที่ได้เห็นรถลากเลื่อนของซานต้าจอดอยู่หน้าบ้าน แต่ไม่มีตัวซานต้าอยู่ ด้วยความซนของเด็ก ๆ ทำให้ทั้งสองแอบปีนขึ้นไปบนรถลาก หลังจากนั้นซานต้าก็ขึ้นมาบนรถหลังจากแจกของขวัญเด็กเสร็จ ทั้งคู่ต่างตกใจกลัวว่าซานต้าจะเห็นจึงแอบหลบอยู่ทางงด้านหลังของตัวรถ แล้วลากนั้นก็ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า สองพี่น้องทึ่งกับภาพที่ได้เห็นจึงไปสะกิดหลังของลุงซานต้าจนทำให้ซานต้าตกใจ ข้าวของกระจัดกระจาย รถลากนั้นพัง และหมวกของซานต้าได้ปลิวหายไป นั่นทำให้พลังวิเศษของลุงซานต้าได้หายไปด้วย จนทำให้ซานต้ากลายเป็นคนธรรมดาที่ไม่มีพลังวิเศษ

เรียกได้ว่าเป็นความอลม่านเลยจริง ๆ เพราะภารกิจแจกของขวัญของซานต้ายังไม่เสร็จในค่ำคืนนี้ แถมยังต้องตามหาหมวกวิเศษและกวางเรนเดียร์ที่หายไปอีก เทดดี้กับเคทจึงต้องช่วยลุงซานต้าตามหาหมวกวิเศษและกวางเรนเดียร์เพื่อช่วยให้ซานต้าคอสทำภารกิจแจกของขวัญให้สำเร็จ

รีวิวหลังได้ชม the christmas chronicles

ต้องบอกเลยว่าเรื่องนี้เป็นหนังที่ไลฟลี่และน่ารักมาก ๆ เพราะเนื้อเรื่องคือเหมาะกับเด็ก ๆ โดยเฉพาะ แต่ผู้ใหญ่ก็สามารถดูได้นะคะ เนื้อหาที่ให้ความบันเทิงและรอยยิ้มได้ทั้งเรื่อง ได้ลุ้นและสนุกสนานไปกับการตามล่าหาหมวกและกวางเรนเดียร์ และได้ดูซานต้าคอสในแบบที่ไม่เคนเห็นที่ไหนมาก่อน เพราะซานต้าเรื่องอื่นคือมีพลังวิเศษ เสกนั่นนี่ได้ แต่เรื่องนี้คือลุงกลายเป็นคนธรรมดาไปเลย

การได้ดูเรื่องนี้เหมือนเราได้ย้อนวัยไปสมัยที่ยังเด็ก วัยที่หลงรักเรื่องราวในจินตนาการและเฝ้ารอช่วงเวลาของวันคริสต์มาสทุก ๆ เดือนธันวาคม เพราะตอนนั้นมักจะโดนผู้ใหญ่หลอกว่าจะมีซานต้ามาแจกของขวัญ แล้วก็มาลุ้นของขวัญบนหัวนอนทุกเช้า เรียกได้ว่าดูแล้วอิ่มใจสุด ๆ ไปเลยค่ะ

คะแนนรีวิว 9/10

วิดีโอตัวอย่าง :

ของคุณเครดิตภาพจาก Netflix

#the christmas chronicles #หนังครอบครัว #หนังฟีลกู๊ด Netflix

[รีวิว] The Omen (2006) คำสาปจากนรก

ถ้าพูดถึงหนังเกี่ยวผีฝรั่ง ส่วนใหญ่แล้วเนื้อหาจะไม่ได้เป็นหนังผีอาฆาตแบบของทางฝั่งเอเชีย แต่หนังสยองขวัญของทางตะวันตก ส่วนใหญ่จะเป็นในลักษณะของซาตานที่มาจากขุมนรกมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นซานตานที่สามารถแปลงกายเป็นอะไรก็ได้ แม้กระทั่งเกิดเป็นมนุษย์ แม่ชี เด็ก สุนัข ตัวตลก หรือบางทีก็ไม่มีตัวตนเลย ซึ่งหนังเหล่านี้ส่วนใหญ่จะต้องมีเรื่องของศาสนาคริสต์เข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะซานตานถือเป็นศัตรูของพระเยซู และหนังส่วนใหญ่จะเล่าให้ซาตานเป็นผู้ท้าทายอำนาจของพระเยซู หนึ่งในหนังซาตานที่โงดังจนกลายเป็นตำนานของโลกตะวันตกเลยก็คือเรื่อง The Omen

เรื่องราวของ The Omen

The Omen เป็นหนังที่มีการรีเมคใหม่ 2 เวอร์ชัน ซึ่งเวอร์ชันแรกสุดฉายในปี 1976 และในปี 2006 เรื่องราวเริ่มจากสามีภรรยาคู่หนึ่งอยากมีลูกด้วยกัน ซึ่งสามีก็คือ โรเบิร์ต ธอร์น เป็นนักการทูต ส่วนภรรยา แคทเทอรีน ธอร์น ก็อยากมีลูกมานาน จนวันหนึ่งเธอก็ตั้งครรภ์จนได้ ซึ่งเด็กในท้องเป็นผู้ชาย ทั้งคู่ต่างดีใจที่จะได้มีลูกกันสักที แต่พอเมื่อถึงวันคลอด เคทก็สูญเสียลูกในท้องไป โดยที่เธอไปรู้ตัว โรเบิร์ตก็เลยไปรับเด็กคนหนึ่งซึ่งแม่ของเขาเสียชีวิตวันเดียวดับที่ลูกชายคนตาย เขาจึงนำเด็กคนนี้มาสวมรอยเลี้ยงเป็นลูกตามคำแนะนำของบาทหลวงแบรนด์เนอร์

แต่สิ่งนั้นมันเปลี่ยนครอบครัวเขาไปตลอดชีวิต เมื่อพวกเขามีความรู้สึกผิดปกติกับลูกชายของเขาในวัย 5 ขวบ จากความผิดปกติจนเริ่มจับสังเกตได้ แต่อันตรายต่าง ๆ เริ่มเข้ามาในครอบครัวเขา รวมถึงคนที่เกี่ยวข้องต้องตายไปทีละคน นั่นทำให้โรเบิร์ตต้องเริ่มออกค้นหาความจริงถึงสิ่งที่เกิดขึ้น

The Omen เวอร์ชันใหม่ที่ถูกเปรียบเทียบกับของเดิม

แน่นอนว่า ละครหรือหนังที่เกิดจากการทำซ้ำ ย่อมเกิดการเปรียบเทียบเป็นธรรมดา อย่างเรื่องนี้ก็เช่นกัน ที่มักจะถูกนำไปเปรียบเทียบกับของเดิม อย่างเรื่องนักแสดง การตัดต่อ แต่โดยส่วนตัวเราไม่เคยดูเวอร์ชัน 1976 ก็เลยไม่มีข้อเปรียบเทียบ แต่จะพูดถึงเฉพาะเวอร์ชัน 2006 สิ่งแรกที่ชื่นชอบอย่างมากก็คือพล็อตเรื่อง ปกติเราเป็นคนที่ชอบหนังแนวซาตานฝรั่งอยู่แล้ว ด้วยความเราศึกษาเกี่ยวกับศาสนาคริสต์ (แต่ไม่ได้ถือสัญชาติ) ทำให้เราค่อนข้างอินกับเรื่องราว แต่จุดที่เราคิดว่าเป็นข้อบกพร่องของเรื่องนี้คือ การตัดต่อบางช่วง เช่น  ช่วงที่ตัวเอกกำลังฝัน มันให้ความรู้สึกตัดแบบลวก ๆ ไปหน่อย แต่ถ้าดูโดยรวมก็พอดูได้ ไม่ได้น่ากลัวมากเมื่อเทียบกับหนังซาตานเรื่องอื่น

คะแนนรีวิว 8/10

วิดีโอตัวอย่าง :

เครดิตภาพปกโดย alternateending

#The Omen 2006 #รีวิวหนังน่าดู #หนังระทึกขวัญ

[รีวิว] The nun อีกหนึ่งมุมมองสำหรับคอหนังแนว Horror flim

สำหรับใครที่เป็นคอหนังแนว Horror ต้องไม่มีใครไม่รู้จักเรื่อง The nun ตำนานผีแม่ชีที่เป็นหนังเดียวกันกับจักรวาล The conjuring จักรวาลหนังสยองขวัญที่ดีที่สุด

สำหรับเรื่อง The nun เป็นเรื่องราวที่สร้างขึ้นเป็นภาคสุดท้ายต่อจาก The conjuring 1 และ 2 รวมถึงเรื่อง Annabelle ทั้ง 3 ภาค แต่เรื่องราวตามจริง The nun เป็นเรื่องที่เกิดก่อนเหตุการณ์ทั้งหมด ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวซาตานตนหนึ่งที่ชื่อวาลัค ซาตานจากขุมนรกที่เกลียดพระเยซูและท้าทายต่อศาสนาคริสต์ ได้ขึ้นมาบนโลกมนุษย์โดยคาดว่าน่าจะขึ้นมาตั้งแต่สมัยยุคมืดของยุโรป และได้แฝงตัวอยู่ในนั้น จนต่อมาได้แฝงตัวเป็นแม่ชีอยู่ที่วิหารแห่งหนึ่งในโรมาเนีย จริง ๆ แล้วเขาเล่าว่าวาลัคถูกจองจำอยู่ในกลางห้องแห่งหนึ่ง แต่ด้วยสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 2วิหารได้รับความเสียหายแล้วเกิดพื้นแยกจนวาลัคหลุดออกมาได้ แล้วก็ไล่ฆ่าแม่ชีทุกคนโดยการสิงร่างและก็จะกลายเป็นทาสของมัน

แม่ชีในโบสถ์เริ่มตายทีละคนสองคน จนเหลือแม่ชีคนสุดท้ายที่ได้ผูกคอตายเพื่อไม่ให้วาลัคเข้าสิงร่าง นั่นทำให้เป็นสาเหตุ “ไอรีน” ซิสเตอร์ฝึกหัดต้องเข้ามาสืบหาความจริงในโบสถ์กับบาทหลวง

จริง ๆ แล้วเรื่อง The nun เป็นหนึ่งในภาพยนตร์แนวสยองขวัญที่ทำได้ดีมากไม่แพ้หนังซาตานเรื่องใด แต่ที่แปลกใจคือ กลับไม่ถูกจริตผู้ชมชาวไทย โดยเฉพาะในพันทิพที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ภาพยนตร์เรื่องนี้ ส่วนใหญ่จะบอกว่าไม่ค่อยน่ากลัว ผีแม่ชีไม่น่ากลัวเท่าไหร่ ซึ่งส่วนตัวฉันคิดว่า เป็นเพราะคนไทยส่วนใหญ่ไม่อินกับเรื่องแบบนี้ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกับคริสต์ศาสนาโดยตรง อย่างตัววาลัคเอง ก็ไม่ใช้ผีตุ้งแช่แบบของไทย ไม่ใช่วิญญาณที่ถูกฆ่าตายแล้วเฮี้ยนเหมือนผีไทยหรือผีญี่ปุ่น หรือแม้แต่ใน The conjuring เอง แต่วาลัคคือปีศาจที่มีพลังอำนาจ ไม่ได้เกิดมาเพื่อแก้แค้นคน แต่เกิดมาเพื่อทำลายศาสนาโดยใช้คนเป็นเครื่องมือ

ส่วนตัว ฉันว่าเรื่องนี้ทำได้ดีมาก เรียกได้ว่าเป็นอันดับต้น ๆ ในบรรดาหนังสยองขวัญรองจาก The conjuring เลย ด้วยบรรยากาศการถ่ายทำที่ให้ความรู้สึกถึงความคลาสิคของยุคกลางและให้ความรู้สึกขนลุกเมื่อตัวละครเดินเข้าไปในแต่ละฉากในโบสถ์ อีกทั้งนักแสดงนำที่ต้องขอชื่นชมอย่างมากอย่าง  Bonnie Aarons ที่ต้องรับบทเป็นวาลัคสุดหลอน ซึ่งปกติหน้าตาของเธอก็หน้ากลัวอยู่แล้ว บวกกับการแสดงที่สมบทบาท เรียกได้ว่าเป็นตัวละครที่น่ากลัวสุด ๆ เลยค่ะ

คะแนนรีวิว 10/10

วิดีโอตัวอย่าง:

เครดิตภาพปกโดย reviewnang

#The nun #รีวิวหนังน่าดู #หนังระทึกขวัญ

[รีวิวหนัง] LIFE มฤตยูมรณะบนห้วงอวกาศ

เมื่อพูดถึงหนังแนวไซไฟ คงเป็นแนวหนังที่ฉันแทบจะเอาไว้ท้ายสุดของลิสต์หนังเรื่องโปรดเลยก็ว่าได้ สำหรับฉันที่เป็นคอหนังแนว Horror แทบจะมีประสีประสากับการดูหนังแนววิทยาศาสตร์เท่าไหร่ แต่สำหรับเรื่อง LIFE ถือเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่ทำให้ฉันต้องหัยมาเปิดใจให้กับภาพยนตร์แนวไซไฟบ้างแล้ว

เรื่องราวของภาพยนตร์เรื่อง LIFE

LIFE เป็นภาพยนตร์แนวไซไฟวิทยาศาสตร์ที่ผสมความเป็นหนัง Thriller เข้าไปในตัว เป็นเรื่องราวของคณะสำรวจอวกาศคณะหนึ่ง ซึ่งมีลูกเรือ 6 คน ทั้งหมดถูกส่งไปสำรวจและวิจัยเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตบนอวกาศ และพวกเขาก็ได้พบกับสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งบนดาวอังคาร ซึ่งสิ่งมีชีวิตชนิดนั้นไม่รู้ว่ามันคือตัวอะไรกันแน่ แต่พวกเขาก็เลือกที่จะเก็บมันมาที่สถานีวิจัยเพื่อทำการทดลอง แต่พวกเขาหารู้ไม่ว่า การตัดสินใจของะวกเขาครั้งนั้น ถือเป็นเรื่องที่ผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง เพราะสิ่งมีชีวิตนั้นได้มีพัฒนาการที่น่ากลัว และได้ฆ่าพวกเขาทุกคน

LIFE หนังไซไฟ แต่ได้กลิ่นอายความเป็น Thriller

เมื่อพูดอย่างนี้คงไม่มีใครเชื่อ ว่าหนังไซไฟกับทริลเลอร์จะมาอยู่ในเรื่องเดียวกันได้อย่างไร แต่สำหรับเรื่องมันเป็นการผสมผสานระหว่าง 2 แนวหนังได้อย่างลงตัว ด้วยแกนหลักคือเรื่องของวิทยาศาสตร์ แต่การดำเนินเรื่องที่ต้องลุ้นแทบจะทุกตอนของเรื่อง แล้วไอเจ้าตัวประหลาดที่เรียกกันว่า Life นั้น ก็ช่างน่ากลัว สยดสยองเสียจริง เวลาดูต้องนั่งเกร็งว่ามันจะตามตัวเจอมั้ย เพราะด้วยความฉลาดของมันที่มนุษย์ก็คาดไม่ถึงว่ามันจะสามารถทำได้

จริง ๆ ต้นตอของเรื่องนี้มันเกิดจาก “การแหกกฎ” เพราะถ้าว่ากันตามหลักสากลในเรื่องของการสำรวจอวกาศ เขาก็ได้บอกไว้อยู่แล้วว่าห้ามเก็บสิ่งมีชีวิตจากต่างดาวเข้ามา แต่กลุ่มของนักสำรวจในเรื่องก็แหกกฎ ทำให้เกิดเรื่องราวใหญ่โต หนังเรื่องนี้ถูกสร้างขึ้นโดยทาง Netflix เมื่อปี 2017 ด้วยความที่เป็นหนังวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ทำให้การกำกับ ตัดต่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฉากอวกาศดูสมจริง รวมถึงการกำกับที่ทำให้คนดูลุ้นได้ทุกขณะ แล้วยิ่งตอนจบ หือ เรียกได้ว่าเป็นตอบจบแบบปลายเปิดที่ทำเอาคนดูถึงกับอ้าปากหวอเลยทีเดียว เพราะนอกจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดที่จับเจ้าสิ่งมีชีวิตนี้เข้ามาก็ถือว่าใหญ่หลวงแล้ว แต่การตัดสินใจของพระเอกในตอนจบนี่เรียกว่า พลาดมหาศาลเลยทีเดียว นี่ก็เป็นบทหักมุมของหนังแนวนี้ที่แตกต่างจากเรื่อง ที่ส่วนใหญ่พระเอกจะตัดสินใจแบบถูกต้อง แต่เรื่องนี้ไม่ใช่แบบนั้น การตัดสินใจของพระเอกก็เปรียบเสมือนมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งที่อาจจะออกหัวหรือก้อยก็ได้

วิดีโอตัวอย่างหนัง :

คะแนนรีวิว : 9.5/10

เครดิตภาพปกโดย whatsnewonnetflix

#รีวิว LIFE #หนังไซไฟทริลเลอร์ #หนังวิทยาศาสตร์

[รีวิวหนัง] His house บ้านของใคร หนังสยองขวัญที่จะทำให้คุณขนหัวลุกก่อนนอน

His house หรือในชื่อภาษาไทยว่า บ้านของใคร เป็นภาพยนตร์แนวสยองขวัญที่สร้างขึ้นโดย Netflix เป็นเรื่องราวของครอบครัวชาวผิวสีที่หนีสงครามมาอยู่ในที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งทางการเป็นคนจัดบ้านให้อาศัยอยู่ ซึ่งก่อนหน้าที่ทั้งคู่จะย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่ ทั้งคู่เคยมีลูกสาว 1 คน แต่ก็ต้องสูญเสียลูกสาวไประหว่างการเดินทาง

ทั้งคู่ได้เข้ามาอยู่ในบ้านที่ทางรัฐจัดสรรให้สำหรับผู้ลี้ภัย โดยมีข้อแม้ว่าต้องอยู่ที่นี่ตลอด ด้วยความที่ไม่มีทางเลือกจึงจำเป็นต้องอยู่ หลังจากที่เข้ามาอยู่ ทั้งคู่ก็เริ่มรู้สึกแปลก ๆ กับบ้านหลังนี้ พวกเขาได้ยินเสียงฝีเท้าคน เสียงประหลาดจากอะไรก็ไม่รู้ได้ จนนำมาสู่เหตุการณ์สยองขวัญที่ตามมา

สิ่งที่น่าสนใจในเรื่อง His house

ถึงแม้ว่าว่าเรื่อง His house อาจจะไม่ค่อนได้รับความนิยมมากเท่าไหร่ แม้แต่คะแนนใน IMDB ก็ได้ไปเพียง 6.4 เท่านั้น แต่เราต้องบอกเลยว่า เรื่องนี้เป็นหนังที่หลอนใช้ได้เลย อย่างในเรื่องของบรรยากาศที่มีให้ความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะมุมหนึ่งของโลกกำลังร้อนเป็นไฟจากสงคราม ส่วนอีกมุมนึงก็สงบสุขราวกับเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยที่สุด อย่างตัวละครเอกของเรื่องอย่างรีอัลกับโบล ที่ย้ายเข้ามาอยู่ที่อังกฤษก็คิดว่ามันเป็นสถานที่ที่ปลอดภัย แต่ว่าต้องมาเจอเรื่องที่ดูเหมือนจะร้ายแรงพอ ๆ กับสงคราม มันคือเรื่องของสิ่งที่มองไม่เห็น ฉะนั้น มันเลยเป็นความอึดอัดใจของตัวละครเอกที่ต้องเลือกระหว่าง 2 สิ่ง คือทนอยู่ในบ้านหลังนี้แต่ต้องเจอกับเรื่องประหลาดหรือกลับไปประเทศตัวเองแต่ต้องผจญกับสงคราม เป็นทางเลือกที่เรียกได้ว่า ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย เพราะไม่สามารถไปทางอื่นได้แล้ว

พูดถึงสิ่งที่ประทับใจไปแล้ว มาถึงสิ่งที่ไม่ค่อยประทับใจบ้างดีกว่า สิ่งที่ไม่ค่อยชอบสำหรับหนังเรื่อง คือ การกำกับและใส่ซาวด์ อย่างเรื่องของการกำกับ มันจะมีหลายฉากที่ผู้กำกับจงใจทำให้ตกใจตามสไตล์หนังสยองขวัญ แต่สำหรับเราคิดว่ามันไม่ค่อยถูกจังหวะ บวกกับการใส่ซาวด์ที่ยัดเหยียดใส่มาให้ดูหลอน แต่จังหวะการใส่มันผิดจังหวะกับเหตุการณ์ จนทำให้ดูตลกและไม่เกิดความรู้สึกน่ากลัวเลยสักนิด แต่มันกลับดูแล้วน่ารำคาญมากกว่า

ถ้าถามความรู้สึกของฉันต่อหนังเรื่อง His house ต้องขอบอกเลยว่า ดูได้ไม่เสียหาย เนื้อเรื่องน่าสนใจใช้ได้ แต่ก็ไม่ถึงขั้นที่จะเป็นหนังดีขึ้นหิ้งขนาดนั้น

ตัวอย่างหนัง :

คะแนนรีวิว : 6/10

เครดิตภาพปกโดย playinone

#รีวิว His house #รีวิวหนัง Netflix #หนัง Netflix

[รีวิว] Holidate ภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดีที่ควรค่าแก่การดูในวันหยุด

ถ้าคุณเป็นคนนึงที่ชื่นชอบในหนังรักโรแมนติกคอมเมดี ถ้าคุณเป็นนึงที่เกลียดวันหยุด ถ้าคุณเป็นคนนึงที่ชื่นชอบการใช้ชีวิตโสดอย่างอิสระ Holidate เป็นหนังที่เหมาะแก่การรับชมที่สุด

สำหรับหนังเรื่องนี้ เป็นหนังแนวโรแมนติกคอมเมดีที่สร้างโดย Netflix โดยผู้กำกับมากฝีมืออย่าง จอห์น ไวท์เซลส์ ที่ได้รับสรรค์ชิ้นงานนี้ขึ้นมาอย่างดี คำว่า Holidate เป็นการผสมคำกันระหว่างคำว่า Holiday ซึ่งหมายถึงวันหยุด ส่วนคำว่า Date แปลในที่นี้จะให้ความหมายว่า การออกเดท เพราะฉะนั้น แค่ชื่อก็สามารถตีความหมายได้แล้วว่า เรื่องนี้ต้องเป็นเรื่องเดี่ยวกับการออกเดทในวันหยุด

เรื่องย่อ Holidate

Holidate เป็นเรื่องราวของสาวโสดคนหนึ่งชื่อว่า สโลน เธอเป็นสาวโสดที่เกลียดวันหยุดมาก เพราะเวลาที่เธอหยุดงาน แม่ของเธอมักจะจับเธอไปพบเจอกับผู้ชายคนนู้นทีคนนี้ที เพราะคงกลัวเธอขึ้นคาน ทำให้เธอไม่อยากมีวันหยุด จนวันหนึ่งสโลนได้ไปพบกับชายคนหนึ่งที่ไม่ชอบวันหยุดเหมือนกัน ทั้งคู่จึงตกลงเป็นแฟนกันชั่วคราว คือ ไม่ได้เป็นแฟนกันจริง ๆ แต่มีข้อตกลงกันว่าจะต้องมาออกเดทด้วยกันทุก ๆ วันหยุด

Holidate หนังรักที่คุณภาพคับจอ

จะว่าไป เส้นเรื่องนี้ก็ค่อนข้างแหวกแนวอยู่ไม่ใช่น้อย อย่างตัวละครเอกทั้งพระนางที่เกลียดวันหยุด ในขณะที่คนส่วนใหญ่ชื่นชอบวันหยุด ก็เลยต้องหาอะไรพิเลนทำอย่างให้พระเอกมาแกล้งเป็นแฟน แล้วนัดเจอกันเฉพาะวันหยุด แต่เราจะบอกว่าเป็นหนังที่ดูแล้วอมยิ้มได้ตลอดทั้งเรื่อง ด้วยพล็อตเรื่องที่เป็นแนวคอมเมดี้ แต่ว่าตัวเราไม่ได้นั่งขำกับมุขตลกในหนังเท่าไหร่ อาจจะเพราะไม่ค่อยอินกับคาแรกเตอร์นางเอกแนวนี้ แต่เป็นหนังที่ดูแล้วผ่อนคลาย มีมุมให้รู้สึกดีอยู่เป็นระยะ ในส่วนของนักแสดงที่รับบทเป็นสโลน (นางเอกของเรื่อง) ซึ่งคนที่มารับบทนี้คือ เอ็มม่า โรเบิร์ต ที่ต้องบอกเลยว่าเธอน่ารักมาก ส่วนลุค เบรซีย์ ก็หล่อละมุนมากเช่นกัน จริง ๆ แล้วหนังเรื่องนี้จะให้อารมณ์คล้าย ๆ กับดูเรื่อง Me before you อยู่ คือดูแล้วยิ้มตาม แต่ไม่ถึงกับขำมากนัก แต่เรื่องนี้ไม่ค่อยมีดรามาจัดเท่าไหร่ เหมาะแก่การดูคลายเครียดในช่วงวันหยุด สำหรับหนังเรื่องเราจึงขอให้คะแนนโดยรวมอยู่ที่  9/10

วิดีโอตัวอย่าง :

สำหรับใครที่อยากชม สามารถหาชมได้ทาง Netflix ซึ่งได้เข้าฉายครั้งแรกเมื่อวันที่ 20 ตุลาคมที่ผ่านมา และได้ขึ้นติดท็อป 10 หนังที่มีคนดูมากที่สุดประจำสัปดาห์อีกด้วย

#Holidate #รีวิวหนัง Netflix #หนังรักคุณภาพ

I AM SAM

เรื่องราวของชายผู้มีอายุสมองเท่าดับเด็ก 7 ขวบ ที่ต้องดูแลลูกสาว ผลงานการกำกับของ เจสซี่ เนลสัน ผู้กำกับที่สร้างชื่อจากหนังสั้นดราม่าเรื่อง To the Moon,Alice ในปี 1994 จนกระทั่งในปี 2001 เจสซี่ เนลสันได้ปล่อยผลงานสุดดราม่าทางถนัดของเขา I am Sam ซึ่งได้คะแนนจาก IMDB ไป 7.7 คะแนน และได้คะแนนฝั่งนักวิจารย์ 35% ฝั่งคนดูธรรมดา 87% จาก Rotten Tomatoes ดดยภาพยนตร์เรื่อง I am Sam มีทุนสร้างที่ 22 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทำรายได้ทั่วโลกไป 97 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

เรื่องย่อ I am Sam

เป็นภาพยนตร์ดราม่าเข้มข้นมากถึงมากที่สุดที่สามารถทำให้ทุกคนเสียน้ำตาได้อย่างไม่ยากเย็น โดยผ่านการเเสดงของ ณอน เพนน์ มิเชล ไฟเฟอร์ ดาโกตา แฟนนิ่ง ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองดีดีมาก ฌอน เพนน์ในบทบาทของ Sam ชายผู้มีอายุสมองเท่ากับเด็ก 7 ขวบที่ดูแลลูกสาวของเขา Lucy in the sky with diamond ชื่อที่ได้แรงบันดาลใจมีจากเพลงของ The beatles ที่ Sam ชื่นชอบ Sam ต้องดูแล Lucy พร้อมกับทำงานที่ร้านขายอาหาร เนื่องจาก Sam มีอายุสมองเท่ากับเด็ก 7 ขวบ เขาไม่สามารถคิดอะไรที่ซับซ้อนได้ Sam จะมีกิจวัตรประจำวันที่ทำอย่างสม่ำเสมอคล้ายกับโปรแกรมของหุ่นยนต์ เมื่อเด็กน้อย Lucy เติบโตขึ้น กับการที่มีพ่อเป็นคนไม่ปกติ คนรอบข้างล้วนมีคำถามกับความสามารถในการเป็นพ่อของ Sam จนกระทั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาพรากสิทธิ์การเลี้ยงดูเด็กน้อย Lucy ไปจาก Sam ชายผู้ที่มีปํญญาเท่าเด็ก 7 ขวบ จำเป็นต้องสู้กับศาลเพื่อเเย่งสิทธิ์ในการดูแล Lucy คืนมา

I am Sam ภาพยนตร์ Coming of age ที่จะพาเติบโตไปพร้อมตัวละคร

ในส่วนของเนื้อเรื่องเราจะได้เห็นการเติบโตของ Sam และ Lucy ไปพร้อมๆกัน ตัวภาพยนตร์มีความเป็นดราม่า ผสมการก้าวผ่านเวลาหรือที่เรียกว่า Coming of age เนื้อเรื่องค่อยๆไล่ระดับไปเรื่อยๆสะสมพลังให้ผู้ชมสามารถเข้าถึงตัวละคร Sam และ Lucy ได้อย่างไม่ยากเย็น การเล่าเรื่องไม่ได้มีความสลับซับซ้อน เป็นภาพยนตร์ที่ดูง่ายร้องไห้ไว ซึ่งเป็นแนวทางที่ง่ายจะทำแต่ยากที่จะดี ต้องชมความฉลาดของผู้กำกับที่เลือกจะเล่าเรื่องที่น่าสนใจและยังสะท้อนภาพของไม่สมบูรณ์แบบของมนุษย์ ทำให้การสะสมพลังผ่านการเล่าไปเรื่อยๆทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในด้านการแสดงเนื่องจากเป็นภาพยนตร์ดราม่าที่ใช้นักแสดงน้อยมาก การแสดงจึงแทบหาตำหนิไม่ได้นอกจากบทตัวประกอบบางบทที่ทำได้ไม่ถึงระดับของตัวเอง ไม่ใช่การแสดงของตัวประกอบคนนั้นไม่ได้มาตรฐาน แต่เพราะตัวเอกเก่งเกินไปจนทำให้การแสดงของตัวประกอบเหล่านั้นดูไม่เป็นธรรมชาติไปบ้าง ซึ่งไม่ถือเป็นสาระสำคัญ เพราะการส่งพลังของนักแสดงหลักยังคงทำหน้าที่ได้ดีมากจนสามารถมองข้ามความผิดพลาดเล็กๆน้อยของตัวละครบางตัวไปได้อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ

I am Sam เป็นภาพยนตร์ระดับขึ้นหิ้งเรื่องหนึ่งที่จะบอกกับคุณว่าชีวิตมันไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบคุณก็สามารถมีความสุขได้ เป็นอีกภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยประโยคที่ทรงพลัง เป็นภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยกำลังใจ เป็นภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยน้ำตา เป็นภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม เป็นภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยความสุขทั้งของผู้กำกับและผู้ชม

วิดีโอตัวอย่าง :

ขอบคุณรูปภาพ

รูปแรก (https://vocal.media/geeks/i-am-sam-a-movie-review)

รูปสอง (https://www.catdumb.com/movie-for-father-day-313/)

#I AM SAM #ภาพยนตร์ขึ้นหิ้ง #หนังดีต้องดู