• Home
  • Archive by category "ก่อนตายต้องได้ดู!"

6 หนังฆาตรกรต่อเนื่อง ระทึกขวัญ จนจิตตก

ตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน หนังฆาตกรต่อเนื่องไม่เคยห่างหายไปจากวงการภาพยนตร์ทั่วโลก หากแต่ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องราวใหม่ ๆ ให้มีความทันสมัยขึ้น หรือการนำหนังเก่ากลับมาสร้างใหม่อีกครั้งจากเรื่องเดิม ๆ มาเสริมแต่งเนื้อหาให้เข้มข้นเข้าถึงอารมณ์คนดูมากกว่าเดิม จึงไม่แปลกใจที่หนังแนวนี้ยังคงได้รับความนิยมเสมอมา จะมีเรื่องไหนบ้างที่ระทึกใจ กระตุกขวัญ หลอนจนดูคนเดียวไม่ได้ มาดูกัน

หนังโหดยอดฮิต ฆาตรกรต่อเนื่อง ที่ไม่ควรพลาด

                  1. Friday the 3th ภาคแรกของตำนานแคมป์เดือนและศุกร์ 13 ฝันหวาน บอกเล่าถึงการตายของเจสัน วอร์ฮีส์ เด็กหนุ่มหน้าตาอัปลักษณ์ที่ถูกเพื่อนแกล้งจนกระทั่งจมน้ำตายที่ค่ายคริสตัล เลค แต่นั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะเขาได้ลุกขึ้นมาฆ่าคนที่แคมป์แห่งนี้เพื่อเป็นการแก้แค้นอย่างสาสม แต่ความจริงเหล่านี้ไม่เคยมีใครได้ล่วงรู้มาก่อน จนกระทั่งมีกลุ่มวัยรุ่นเข้ามาเที่ยวและถูกฆ่าตายอย่างสยดสยองทีละคนสองคน ซึ่งเรื่องนี้ได้ผูกปมได้เป็นอย่างดีจนมีภาคต่ออีกมากมาย กลายเป็นสัญลักษณ์ของหนังฆาตรกรต่อเนื่องไปแล้ว

                  2. The Texas Chain Saw Massacre เรื่องราวเกิดขึ้นจากกลุ่มวัยรุ่นที่เดินทางไปพักผ่อน ซึ่งในระหว่างทางมีเหตุที่ต้องเข้าไปขอความช่วยเหลือที่บ้านแห่งหนึ่ง ซึ่งที่นี่เป็นแหล่งอาศัยของมนุษย์กินคนและฆาตรกรโรคจิตที่ห่อหุ้มใบหน้าของตัวเองด้วยหนังของคน ทั้งยังใช้ชอบใช้เลื่อยไฟฟ้าเข่นฆ่าอย่างสยดสยองอีกด้วยทำให้พวกเขาต้องล้มตายไปทีละคน จากความสำเร็จในภาคแรกทำให้มีภาคต่อ และได้มีการนำกลับมาสร้างใหม่อยู่เรื่อย ๆ มาจนถึงปัจจุบัน

                  3. Halloween ภาคต่อของหนังฆาตรกรต่อเนื่องสุดโหดในปี ค.ศ. 1987 โดยบอกเล่าถึงไมเคิล ไมเยอส์ ฆาตรกรโรคจิตที่จะก่อเหตุสะเทือนขวัญในวันฮาโลวีน ซึ่งเขาได้หนีออกจากสถานบำบัดทางจิตเพื่อชำระหนี้แค้นกับลอรี สโตรด ผู้ที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์ที่เขาได้ก่อขึ้นเมื่อ 40 ปีก่อน ซึ่งลอรี่นั้นก็รู้และระแวงอยู่ตลอดเวลาว่า ไมเคิลจะกลับมาในไม่ช้าก็เร็วเขาจึงวางกับดักไว้มากมาย เพื่อรอต้อนรับฆาตรกรรายนี้อย่างถึงที่สุด

                  4. The Cabin in the Woods เมื่อเราดูต้นเรื่องอาจจะรู้สึกเฉย ๆ แต่หากรับชมต่อไปจนจบจะต้องร้องว้าวกันเลยทีเดียวกับเรื่องราวของกลุ่มวัยรุ่นที่มีทั้ง นักกีฬา หนุ่มติดยา สาวเปรี้ยวสุดเซ็กซี่ และคนอื่น ๆ ตามแบบของหนังในยุค 80s ได้ออกไปท่องเที่ยวที่บ้านพักต่างอากาศ แต่ถูกฆาตรกรลึกลับตามไล่ล่าฆ่าตายไปทีละคน แต่ความพิเศษของหนังอยู่ที่ ภายใต้การเข่นฆ่าจะมีการจัดฉากจากองค์กรลึกลับ และจุดพีคที่ต้องติดตามคือ องค์กรที่ว่านี้ได้รวบรวมเอาฆาตรกรสยองขวัญชื่อดังในหนังหลาย ๆ เรื่องมารวมกันเอาไว้ จะลุ้นขนาดไหน ต้องไปติดตาม

                  5. Saw ปรากฎการณ์ใหม่ของโลกภาพยนตร์แนวฆาตรกรรม เนื่องจากเรื่องนี้ไม่มีการไล่ล่าฆ่าไม่หยุด แต่ว่าเป็นการสร้างกับดักและบททดสอบเอาไว้แลกกับชีวิตของเหยื่อ โดยจะมีหุ่นยนต์เป็นตัวแทนเพื่อแจ้งกติกาต่าง ๆ ซึ่งในเนื้อเรื่องได้สอดแทรกท้าวความให้ผู้ชมได้เห็นถึงรูปแบบชีวิตที่มีปัญหาของทุกคนได้เป็นอย่างดี ทั้งยังให้มุมมองความคิดด้านความไม่ประมาทอีกด้วย ซึ่งความแปลกใหม่นี้ทำให้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก จนทำให้เกิดเป็นหนังภาคต่อถึง 7 ซีซันเลยทีเดียว

6. Sleepy Hollow หนังแนวสยองขวัญที่มีสไตล์การดำเนินเรื่องที่ไม่ซ้ำแบบใคร ภายใต้บรรยากาศย้อนยุคแบบโกธิค เริ่มด้วยข่าวคดีฆาตรกรรมต่อเนื่องที่เมืองสลีปปี้ฮอลโลว์ โดยผู้คนเชื่อว่าเป็นฝีมือของปีศาจหัวขาดขี่ม้าในตำนาน ซึ่งทางการก็ไม่นิ่งนอนใจส่งตำรวจฝีมือเยี่ยมลงพื้นที่เพื่อหาความจริง จากที่ไม่เคยเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติ จนเมื่อต้องพบเจอด้วยตัวเอง ความคิดจึงเปลี่ยนไป นอกจากจะต้องไขคดีให้ได้ตามหลักวิทยาศาสตร์ เขายังต้องหนีจากเงื้อมมืออสุรกายที่ไม่อาจจะคาดเดา จะสยองขนาดไหนต้องไม่พลาด

              เป็นอย่างไรกันบ้างกับความสยองของหนังฆาตรกรต่อเนื่องที่อยากแนะนำให้ไปรับชมกันดู มีทั้งยุคเก่าและหนังใหม่ ให้เลือกชมกันอย่างจุใจ รับรองได้ว่าทุกเรื่องนั้นระทึกขวัญ จนหลายคนอาจจะจิตตกได้ ดังนั้นควรหาเพื่อนมานั่งใกล้ ๆ ให้อุ่นใจจะดีกว่า จะได้ไม่ต้องกลัวเพียงลำพัง

เครดิตภาพ : themomentum.co / jediyuth.com / cotdumb.com

YouTube :

10 อันดับฆาตกรในโลกภาพยนตร์ ที่สังหารมากที่สุด!

#หนังฆาตรกรต่อเนื่อง #หนังสยองขวัญ #หนังตำนานต้องดู

5 ภาพยนตร์แนวสงคราม หนังดีที่คุณควรดูสักครั้งในชีวิต

ภาพยนตร์สงคราม เป็นอีกแนวหนังหนึ่งที่หลายคนชื่นชอบ เนื่องจากมีฉากแอคชัน ความกล้าหาญ เสียสละ และวีรบุรุษ ซึ่งบางเรื่องสร้างมาจากเรื่องจริงในประวัติศาสตร์ แต่บางเรื่องอาจสร้างขึ้นมาเพื่อความบันเทิงเท่านั้น จะมีเรื่องไหนบ้างที่เป็นหนังดีที่สุดต้องดูสักครั้งในชีวิต มันส์ สมจริง ไม่ควรพลาดแม้แต่เรื่องเดียว

หนังสงคราม เดือด สนุก มันส์ หนังดีที่ต้องดู

                  1. Megan Leavey (2017) บอกเล่าเรื่องของ เมแกนลีวี่ สาววัย 20 ปีที่เบื่อชีวิต วัน ๆ ไม่ทำอะไร เธอจึงสมัครเป็นนาวิกโยธิน และได้ทำผิดวินัยจึงถูกส่งให้ไปล้างกรงสุนัขทหาร จนได้พบกับ เร็กซ์ หมาตรวจจับวัตถุระเบิด ที่เคยบาดเจ็บและมีความดุร้ายเป็นอย่างมาก แต่เธอก็สามารถฝึกมันให้กลับมาทำหน้าที่อีกครั้ง ทั้งคู่จึงถูกส่งไปที่อิรัก และปฏิบัติภารกิจสำเร็จนับร้อยครั้ง ก่อนที่จะถูกกับดักจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด ต่อมาเธอได้รับเหรียญกล้าหาญ จากอดีตเด็กเหลือขอกับหมาบาดเจ็บกลายเป็นได้สร้างวีรกรรมระดับชาติ จะสนุกขนาดไหนต้องไปหาชมกันให้ได้

                  2. The Last Full Measure (2019) สร้างมาจากเรื่องจริงของวีรบุรุษที่โลกลืม William H. Pitsenbarger ทหารอากาศที่ยอมสละแม้แต่ชีวิตของตัวเองเพื่อช่วยทหารราบในสมรภูมิรบกว่า 60 นาย ท่ามกลางบรรยากาศของการสู้รบในเวียดนามที่กำลังดุเดือด แต่ชื่อของเขากลับถูกลืมและจางหายไปพร้อมกับเงาของสงคราม กระทั้งเพื่อนและผู้รอดชีวิตใช้เวลากว่า 30 ปี เสนอชื่อให้ได้รับเหรียญแห่งเกียรติยศชั้นสูงสุด ไปติดตามเรื่องราวฮีโร่สุดยิ่งใหญ่ที่คนนี้กันได้ ห้ามพลาด

                  3. Platoon (1986) ภาพยนตร์แนวสงครามยอดเยี่ยมของผู้กำกับ Oliver Stone ที่คว้า 4 รางวัลออสการ์มาครอง สะท้อนให้เห็นถึงสงครามเวียดนามในอีกมิติที่คุณอาจจะไม่เคยรู้ คริส เด็กหนุ่มที่เกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะ และเรียนในมหาวิทยาลัย แต่เขากลับตัดสินใจสมัครมาเป็นทหารเพื่อออกรบ โดยเรื่องนี้ได้เสนอมุมมองของสงครามอย่างชัดเจน ต้องไปหาความหมายที่แท้จริงว่า “ศัตรู” คือคนที่ถือปืนสู้กัน หรือคนข้าง ๆ ที่นั่งจับมือ แล้วคุณจะเข้าใจมากขึ้น

                  4. Hacksaw Ridge (2016) การันตีด้วยรางวัลออสการ์ การกำกับและภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปี สร้างจากเรื่องจริงของ Desmond Doss ผู้เคร่งครัดในศาสนาและเชื่อในพระเจ้า อาสาออกไปรบในสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้งที่พ่อและแม่ไม่เห็นด้วย ในสมรภูมิโอกินาวา เขาได้ตั้งปณิธานว่าจะไม่จับปืนฆ่าผู้อื่น ท่ามกลางห่ากระสุน และความตึงเครียด รวมถึงเหล่าศัตรูพร้อมจะเอาชีวิตได้ทุกเมื่อ เขาจะยังคงยึดมั่นต่อไปได้หรือไม่ต้องติดตามกับเรื่องนี้

                  5. Jarhead เรื่องราวของ แอนโธนี่ สวอฟฟอร์ด ทหารเกณฑ์วัย 20 ปี ที่สอบไม่ติดมหาวิทยาลัย จึงตัดสินใจเข้าร่วมเป็นทหาร โดยถูกส่งตัวไปยังทะเลทรายซาอุดิอาระเบีย ในสงครามอ่าวเปอร์เซียครั้งแรก หากใครกำลังคาดหวังว่าจะได้เห็นฉากรบ กระหน่ำกระสุน ผู้คนล้มตายอาจจะไม่มีให้เห็นมากนัก เพราะนั่นเป็นชีวิต 4 วัน 4 ชั่วโมง 1 นาที นั่นแหละคือสงครามของเขา กับการใช้ชีวิตในค่ายทหารท่ามกลางภาวะสงคราม จะเป็นอย่างไรต้องไปดูให้ได้

สงคราม ความขัดแย้งทางอาวุธและอำนาจทางทหาร

              จากฉากต่าง ๆ ที่เราได้พบเห็นในภาพยนตร์แนวสงคราม ยังไม่มีความโหดร้ายเทียบเท่ากับเหตุการณ์จริง ทำให้เห็นได้ว่าการก่อสงครามไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ ต่อมนุษยชาติ นอกจากความสูญเสียทั้งทรัพยากรและผู้คน โดยสงครามที่สำคัญในประวัติศาสตร์ของโลก เช่น สงครามครูเสด สงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่หนึ่ง สงครามโลกครั้งที่ 1-2 สงครามเย็นทั้งในเกาหลีและเวียดนาม สงครามอ่าว ส่งครามต่อต้านการก่อการร้าย และสงครามอิรัก เป็นต้น

              ทั้งหมดนี้เป็นภาพยนตร์แนวสงคราม หนังดีที่อยากแนะนำ ต้องดูสักครั้งในชีวิต นอกจากความสนุก มันส์ สมจริงแล้ว คุณจะรู้ว่าท่ามกลางความโหดร้ายเหล่านั้น ยังมีมุมมองความคิดดี ๆ อีกมากมายให้เราเก็บเอาไปคิดต่อได้เป็นอย่างดี

เครดิตภาพ : unlockmen.com / pan2screen.com / mubi.com

YouTube :

5 หนังสงครามโลกที่พวกเราอยากแนะนำให้ดู 

#ภาพยนตร์สงคราม #หนังทหารห้ามพลาด #หนังดีต้องดู

7 หนังตลกสุดฮา ขำปอดโยก แก้เครียดเกิน 100%

ในช่วงที่ผ่านมา เราแทบทุกคนต้องพบเจอกับความเครียดมาไม่มากก็น้อย ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ การงาน การเงิน ทำให้หลายคนเริ่มท้อแท้หมดกำลังใจ แต่อย่าวิตกกังวลมากจนเกินไป ทุกเส้นทางย่อมมีทางออกเสมอ มาคลายเครียดด้วยการดูหนังตลกสุดฮากันดีกว่า จะได้รู้สึกเพลินเพลินสนุกสนาน ผ่อนคลายรับชมได้ทุกเพศทุกวัย มีเรื่องไหนบ้างไปดูพร้อมกัน

สนุกสุดฮา กับหนังดูแล้วคลายเครียด ดูกี่ครั้งก็ขำไม่หยุด

                  1. There’s Something About Mary (1998) ย้อนไปในปี ค.ศ. 1985 นักมัธยมปลายวัย 16 ปี เท็ด กำลังจะได้ออกเดทกับสาวในฝันชื่อ แมรี่ แต่ดันเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันสุดฮาขึ้น ทำให้การเดทครั้งนี้เป็นอันยกเลิกไป หลังจากนั้นทั้งคู่ก็ขาดการติดต่อกัน เมื่อเวลาผ่านไปกว่า 13 ปี เท็ดยังคงคิดถึงแมรี่ จึงให้นักสืบไปตามหาแต่ว่าชายผู้นี้กลับอยากได้แมรี่เสียเอง ถึงเวลาแล้วที่เขาจะไปพิชิตแม่สาวน้อยคนนี้อีกครั้ง หนังเรื่องนี้ตลกออกแนวสัปดนนิด ๆ เต็มไปด้วยมุกตลกอยู่ตลอดเวลาจะฮาขนาดไหนต้องไปติดตาม

                  2. The Hangover (2009) ดั๊ก บิลลิงส์ และเทรซี การ์เนอร์ กำลังจะแต่งงานกัน เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองก่อนงานจะเริ่ม ดั๊กจึงเดินทางไปลาสเวกัสกับ ฟิล และสตู เพื่อนสนิทของเขา รวมถึงอลันน้องชายเทรซี่ ด้วยรเบนซ์วินเทจสุดหรูของพ่อตาในอนาคต จัดปาร์ตี้สละโสดอย่างสุดเหวี่ยง พอรุ่งเช้ากลับไม่เหลือความทรงจำว่าทำอะไรไปบ้างและมีเรื่องแปลกสุดฮาเกินขึ้นภายในห้อง ซึ่งเรื่องนี้ได้คำชื่นชมมากมาย ด้วยความตลกแบบหลุดโลกจนหยุดไม่ได้ อยากรู้ว่าจะเมาเละเทะขนาดไหนต้องไปหาดู

                  3. Home Alone (1990) โดดเดี่ยวผู้น่ารัก หนังตลกสุดฮา สำหรับครอบครัว เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ทุกคนจดจำได้ บอกเล่าถึงครอบครัวแมคคาลิสเตอร์ เตรียมตัวใช้เวลาในช่วงคริสต์มาสที่ปารีส แต่ทว่าพวกเขากลับทิ้งเควินไว้ในบ้านเพียงลำพังโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งมีโจรบื้อ 2 คนพยายามจะงัดบ้านเพื่อขโมยของ แต่บอกเลยว่ามันไม่ง่ายอย่างที่พวกเขาคิดอย่างแน่นอน หากใครอยากดูหนังตลกปนความน่ารัก เบาสมอง ต้องไม่พลาด

                  4. Kung Fu Hustle (2005) เรื่องราวของเมืองเซี่ยงไฮ้ ยุค 1930 ช่วงอันธพาลเข้าครองเมืองไปก่อกวนตรอกเล้าหมูแต่ไม่สำเร็จ จากนั้น ซิง โจรกระจอกได้ขอเข้าแก๊ง และเกิดการหักหลังขึ้น จึงเกิดการต่อสู้ที่ตลกสุดฮา โดยเรื่องนี้สร้างกระแสเป็นอย่างมาก เพราะไม่ได้ขำตามแบบฉบับของ โจวซิงฉือเท่านั้น แต่โปรดักชันต่าง ๆ จัดหนักจัดเต็มอีกด้วย หากใครชอบแนวนี้ต้องไปหามาดูกันได้

                  5. Johnny English (2003) สายลับที่ทางรัฐบาลคัดเลือกให้มาเป็นพยัคฆ์ร้าย มาพร้อมกับภารกิจปกป้องทรัพย์สินล้ำค่าของราชวงศ์ แต่แล้วเครื่องราชาภิเษกกลับหายไป ทำให้จอห์นนี่ และมือขวาของเขาต้องออกตามล่าหาความจริงให้ได้ กลายเป็นปฏิบัติสุดขำ ด้วยนักแสดงที่เราคุ้นเคยอย่าง มิสเตอร์บีน ซึ่งเรื่องนี้มีภาคต่อที่สนุกทุกตอนสามารถหาดูกันได้เลย

6. Zombieland (2009) โรคซอมบี้บ้า ได้แพร่ระบาดไปทั่วอเมริกา ทำให้มีคนเป็นจำนวนมากกลายเป็นซอมบี้ดุร้าย โคลัมบัส นักศึกษาวิทยาลัย ผู้แสนโดดเดี่ยวได้เดินทางออกจากหอพักไปโอไฮโอเพื่อดูว่าพ่อแม่ของเขาเป็นอย่างไรบ้าง ในระหว่างทางได้เจอผู้รอดชีวิตอีกสามคน ที่ต้องเดินทางไปพร้อมกันท่ามกลางเหล่าซอมบี้ นับว่าเป็นหนังตลกสุดฮา เกรียน สนุกแบบไม่ต้องคิดมาก บ้าบอ อย่างสุด ๆ แบบไม่มีแผ่ว จะเป็นอย่างไรต้องไปหาดูกัน

7. Extreme Job (2019) กลุ่มนักสืบยาเสพติด นำโดยกัปตันโก ล้มเหลวจากภารกิจครั้งล่าสุด แต่ได้รับโอกาสให้แก้ตัวอีกครั้ง เพื่อเป็นการกอบกู้ชื่อเสียงของพวกเขากลับมาต้องทำให้สำเร็จ โดยซื้อร้านขายไก่ทอดและปลอมตัวเป็นพนักงานเพื่อซุ่มดูแก๊งค้ายาเสพติด ความฮาจึงเกิดขึ้นเมื่อไก่ทอดสูตรมั่ว ๆ ดันเป็นที่นิยมและมีชื่อเสียงขึ้นมาเสียนี่ หนังของเกาหลีเรื่องนี้ สามารถคลายความเครียดจากเรื่องต่าง ๆ ได้ตั้งแต่วินาทีแรกไปจนจบ ต้องรีบดูห้ามพลาด

              ทั้งหมดนี้คือหนังตลกสุดฮา ที่คัดมาแล้วว่าสนุกขำปอดโยกทุกเรื่อง ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายอารมณ์ จากความเครียดได้เป็นอย่างดี หากใครยังไม่เคยดูเรื่องไหนต้องรีบไปหารับชมกันให้ได้ เพื่อให้ชีวิตมีความสุขกันจะดีกว่า

เครดิตภาพ : kodungmovie.com / mgronline.com / Netflix.com

YouTube :

10 หนังตลก ดูแก้เครียด โคตรฮา

#หนังฮากรามค้าง #รวมหนังฮา #หนังแก้เครียด

รีวิวหนัง Pulp Fiction

หนังจากยอดผู้กำกับหนังดี ที่การทำหนังของเขาออกมาแต่ละเรื่องล้วนแล้วแต่สร้างความฮือฮา ทั้งคำชื่นชม และ ด้านความบันเทิง เควนติน ทาลันติโน สร้างหนังเรื่องนี้ออกมาในปี 1994 เป็นปีที่เรียกได้ว่าการแข่งขันในด้านของหนังคุณภาพนั้นสูงมากๆ โดยในปีนั้นมีหนังที่ออกฉายมาพร้อมๆกัน อย่าง Forest Gump , Shawshank Redemption และ The Lion king ซึ่งแต่ละเรื่องทุกคนน่าจะรู้จักกันดีในด้านของคุณภาพของหนัง แต่แม้ว่าหนังเรื่อง Pulp Fiction จะไม่สามารถเข้าไปต่อกรในเวทีรางวัลต่างๆเพื่อคว้ารางวัลได้ แต่ก็ได้รับการยอมรับจากนักวิจารณ์มากมายในแง่บวก และนั่นก็ส่งผลให้ผู้กำกับอย่าง เควนติน ทาลันติโน กลายเป็นที่ยอมรับขึ้นมาอย่างรวดเร็ว แม้ว่าหนังเรื่องนี้จะออกมากว่า 20 กว่าปี แล้ว แต่ก็ต้องบอกว่าเป็นหนังที่ไม่เก่าเลย ทั้งเนื้อเรื่อง และ การนำเสนอของหนัง งานด้านภาพความพิถีพิถัน และการแสดงที่เรียกได้ว่าขึ้นหิ้งของเหล่านักแสดง ที่ผมชอบที่สุดในหนังก็ต้องยกให้ในส่วนของการแสดงเลยครับ คือดีงามพระราม9 มาก ๆ ซึ่งยอมรับเลยว่า มันทำให้นึกถึงหนังในยุคนี้ที่ทำออกมานั้นไม่มีเสน่ห์ได้เหมือนกับหนังเก่าๆเลย

ขอบคุณรูปภาพปกจาก indiewire.com

เนื้อเรื่องของหนัง Pulp Fiction

Pulp Fiction เป็นหนังที่นำเสนอเรื่องราว 3 เรื่องราวในหนังเรื่องเดียว เหมือนเราได้ดูหนังแยกย่อยในหนังเรื่องเดียวที่มีความต่อเนื่องกัน โดยผ่านตัวละคร วินเซนต์ รับบทโดย จอห์น ทราโวต้า ซึ่งรับบทเป็นนักฆ่า ซึ่งมีคู่หูคือ จูลล์ รับบทโดย แซมมัวแอล แจ็คสัน โดยทั้งคู่รับหน้าที่ในการตามงานที่ได้รับหมอบหมาย ไม่ว่าจะเอาของที่ถูกขโมยไปคืนมา หรือ ตามเก็บคน และแม้กระทั่ง การดูแลเมียของหัวหน้า ซึ่งเรื่องราวมันช่างอิรุงตุงนังซะเหลือเกิน และจุดจบของพวกเขาจะเป็นอย่างไรนั้นก็ต้องไปติดตามกันในหนังครับ

วิดีโอตัวอย่างหนัง :

สิ่งที่ได้จากหนังเรื่อง Pulp Fiction

Pulp Fiction ทำให้เราได้รู้เกี่ยวกับเรื่องของความเชื่อ และบวกรวมเข้ากับเรื่องของความเชื่อทางศาสนา พระเจ้ามอบชีวิตให้กับเรา แต่เราเองที่ไม่ทำให้มันดี และพระเจ้าจะให้โอกาสเรา และเราต้องเลือกว่าจะหันกลับมาเดินไปในทางที่ดีหรือจะเลือกเดินในทางที่เลว หนังสอนให้เราได้เข้าใจในตรงจุดนี้อย่างแยบยล มันทำให้เราได้รู้ว่า คนที่ไม่ดีก็ใช่ว่าจะมีจิตใจไม่ดีเสมอไป ทุกอย่างอยู่ที่เราแล้วและก่อนมันจะสายไปจะมีคำเตือนมาเสมอ

ขอบคุณรูปภาพจาก juanvilar.com

#อย่าตายถ้ายังไม่ดู #Pulp Fiction #สุดยอดหนังต้องดู

รีวิวหนัง once upon a time in hollywood

หนังเรื่องนี้กำกับโดยผู้กำกับ ยอดฝีมืออีกหนึ่งคน ในวงการหนัง เขาคือ เควนติน ทารันติโน ก็ต้องบอกเลยว่าหนังที่เขาสร้างแต่ละเรื่องไม่เคยทำให้ผิดหวัง และการตีความในมุมมองของหนังเรื่องนี้ once upon a time in Hollywood เขาสามารถถ่ายทอดความงดงามของฮอลลีวูดในยุคนั้นออกมาให้เราผู้ชมที่ไม่เคยรู้ ได้ย้อนวันเวลาไปชมความน่าพิศมัยว่ากาลครั้งหนึ่งในฮอลลีวูดมันสวยงามแค่ไหน แล้วคุณจะประทำใจกับหนังเรื่องนี้ครับ ห้ามพลาดโดยเด็ดขาด

เนื่อเรื่องของหนัง once upon a time in hollywood

หนังที่จะพาเราย้อนยุคไปชมบรรยากาศของฮอลลีวูด ในปี 1969 ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นปีที่สิ้นสุดของยุคฮิปปี้ และเป็นปีที่มีเรื่องราวเหตุสะเทือนขวัญเกิดขึ้นในวงการหนังฮอลลีวูด โดยเรื่องนี้มีการอิงมาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง เมื่อ ชาร์ลส์ แมนสัน ซาตานในคราบฮิปปี้ ได้ตั้งลัทธิขึ้นที่มีความคิดเหยียดสีผิว และความคิดของเขาคือการตั้งใจก่อเหตุฆาตกรรมเพื่อโยนความผิดให้กับคนผิวดำ ในคืนหนึ่งกลุ่มของเขาได้ก่อเหตุการณ์สะเทือนขวัญขึ้น โดยการบุกเข้าไปที่บ้านพักของผู้กำกับหนังชื่อดัง และสังหารภรรยาของเขา ซึ่งเป็นดาราฮอลลีวูดและเธอกำลังตั้งครรค์ได้ 8 เดือน พร้อมกับเพื่อน ๆ ของเธอ อีก 4 คน อย่างโหดเหี้ยม

นักแสดงของหนังเรื่อง once upon a time in Hollywood

หนังเรื่องนี้นำแสดงโดย ลีโอนาร์โด ดิคราปริโอ และแบรด พิตต์ ร่วมด้วย อัล ปาชิโน , เคิร์ต รัสเซลล์ และอีกมากมาย เป็นหนังที่รวมอาดารามากฝีมือมาไว้ในหนังเรื่องนี้ และแต่ละคนชื่อชั้นไม่ต้องพูดถึง การันตีด้วยรางวัลต่าง ๆ มากมาย ทั้งออสการ์ และลูกโลกทองคำ ท่านจะได้รับชมการแสดงที่เรียกได้ว่าสมบทบาท และเพลิดเพลินไปกับตัวละครที่เขาได้รับบทบาท จนเราเชื่อว่าตัวละครนั้นมีตัวตนอยู่จริง

โดยในเรื่อง ลีโอนาร์โด ดิคราปริโอ รับบทเป็นนักแสดงฮอลลีวูดผู้มีชื่อเสียง โดยมี แบรด พิตต์ รับบทเป็นบอดีการ์ดประจำตัวของเขา และทั้งสองคนก็เป็นตัวดำเนินเรื่องที่จะพาให้เรา เดินทางย้อนเวลาเพื่อรับรู้กับเหตุการณ์ ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในฮอลลีวูด ในปี 1969 ว่ามีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้นบ้าง ทั้งการมีชื่อเสียงโด่งดังของ บรูซ ลี ยุคของผู้กำกับหนังชื่อดัง โรมัน โปรันสกี และ เหตุการณ์สะเทือนขวัญ ที่เกิดขึ้นกับดาราหนัง ชาลอน เทต ที่บทสรุปของหนัง จะจบลงอย่างไร  once upon a time in Hollywood คือคำตอบครับ

รีวิวหนัง once upon a time in hollywood

หนังเรื่องนี้กำกับโดยผู้กำกับ ยอดฝีมืออีกหนึ่งคน ในวงการหนัง เขาคือ เควนติน ทารันติโน ก็ต้องบอกเลยว่าหนังที่เขาสร้างแต่ละเรื่องไม่เคยทำให้ผิดหวัง และการตีความในมุมมองของหนังเรื่องนี้ once upon a time in Hollywood เขาสามารถถ่ายทอดความงดงามของฮอลลีวูดในยุคนั้นออกมาให้เราผู้ชมที่ไม่เคยรู้ ได้ย้อนวันเวลาไปชมความน่าพิศมัยว่ากาลครั้งหนึ่งในฮอลลีวูดมันสวยงามแค่ไหน แล้วคุณจะประทำใจกับหนังเรื่องนี้ครับ ห้ามพลาดโดยเด็ดขาด

เนื่อเรื่องของหนัง once upon a time in hollywood

หนังที่จะพาเราย้อนยุคไปชมบรรยากาศของฮอลลีวูด ในปี 1969 ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นปีที่สิ้นสุดของยุคฮิปปี้ และเป็นปีที่มีเรื่องราวเหตุสะเทือนขวัญเกิดขึ้นในวงการหนังฮอลลีวูด โดยเรื่องนี้มีการอิงมาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง เมื่อ ชาร์ลส์ แมนสัน ซาตานในคราบฮิปปี้ ได้ตั้งลัทธิขึ้นที่มีความคิดเหยียดสีผิว และความคิดของเขาคือการตั้งใจก่อเหตุฆาตกรรมเพื่อโยนความผิดให้กับคนผิวดำ ในคืนหนึ่งกลุ่มของเขาได้ก่อเหตุการณ์สะเทือนขวัญขึ้น โดยการบุกเข้าไปที่บ้านพักของผู้กำกับหนังชื่อดัง และสังหารภรรยาของเขา ซึ่งเป็นดาราฮอลลีวูดและเธอกำลังตั้งครรค์ได้ 8 เดือน พร้อมกับเพื่อน ๆ ของเธอ อีก 4 คน อย่างโหดเหี้ยม

นักแสดงของหนังเรื่อง once upon a time in Hollywood

หนังเรื่องนี้นำแสดงโดย ลีโอนาร์โด ดิคราปริโอ และแบรด พิตต์ ร่วมด้วย อัล ปาชิโน , เคิร์ต รัสเซลล์ และอีกมากมาย เป็นหนังที่รวมอาดารามากฝีมือมาไว้ในหนังเรื่องนี้ และแต่ละคนชื่อชั้นไม่ต้องพูดถึง การันตีด้วยรางวัลต่าง ๆ มากมาย ทั้งออสการ์ และลูกโลกทองคำ ท่านจะได้รับชมการแสดงที่เรียกได้ว่าสมบทบาท และเพลิดเพลินไปกับตัวละครที่เขาได้รับบทบาท จนเราเชื่อว่าตัวละครนั้นมีตัวตนอยู่จริง

โดยในเรื่อง ลีโอนาร์โด ดิคราปริโอ รับบทเป็นนักแสดงฮอลลีวูดผู้มีชื่อเสียง โดยมี แบรด พิตต์ รับบทเป็นบอดีการ์ดประจำตัวของเขา และทั้งสองคนก็เป็นตัวดำเนินเรื่องที่จะพาให้เรา เดินทางย้อนเวลาเพื่อรับรู้กับเหตุการณ์ ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในฮอลลีวูด ในปี 1969 ว่ามีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้นบ้าง ทั้งการมีชื่อเสียงโด่งดังของ บรูซ ลี ยุคของผู้กำกับหนังชื่อดัง โรมัน โปรันสกี และ เหตุการณ์สะเทือนขวัญ ที่เกิดขึ้นกับดาราหนัง ชาลอน เทต ที่บทสรุปของหนัง จะจบลงอย่างไร  once upon a time in Hollywood คือคำตอบครับ

#once upon a time in Hollywood #รีวิวหนังฮอลลีวูด #หนังดังหนังดี

รีวิวหนัง Dukhtar ภาพยนตร์เสียดสีเรื่องสิทธิสตรีได้ดีที่สุด

ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบดูภาพยนตร์ที่เกี่ยวข้องกับการเสียดสีสังคม คุณสามารถหาดูได้ทั่วไป เพราะปัจจุบันมีหลายประเทศที่ทำภาพยนตร์แนวเสียดสีสังคมออกมาอย่างมากมาย ทั้งเรื่องสิทธิสตรี LGBT ปัญหาเรื่องการบูลลี่ ปัญหาสีผิใ ปัญหาเรื่องเชื้อชาติ ฯลฯ ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับปัญหาสังคมของแต่ละประเทศที่ต้องการจะถ่ายทอดออกมาผ่านภาพยนตร์ ยิ่งถ้าประเทศที่ผลิตภาพยนตร์นั้น ๆ เป็นประเทศที่ประสบปัญหาอย่างแม้จริง จะยิ่งทำให้ตัวของหนังมีความสมจริงมากขึ้น อย่างเรื่องที่เราจะมารีวิววันนี้ก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสิทธิสตรีโดยตรง มีชื่อเรื่องว่า Dukhtar นั่นเอง

ขอบคุณเครดิตภาพปกจาก  pri

เรื่องย่อ Dukhtar

Dukhtar เป็นภาพยนตร์สัญชาติปากีสถานที่เข้าฉายใน Netflix ว่าด้วยเรื่องราวของสองแม่ลูกที่ถูกไล่ล่าเพราะหนีพิธีคลุมถุงชน อัลล่า ราคี คนเป็นแม่ที่ต้องพาลูกสาววัย 14 ปี หนีพิธีคลุมถุงชนกับเจ้าบ่าวที่อายุราวพ่อ เธอทำใจไม่ได้ที่จะเห็นลูกสาวแต่งงานกับชายแก่ที่เป็นผู้มีอิทธิพลในพื้นที่เพราะไม่อยากให้อนาคตลูกสาวซ้ำรอยกับต้น ตนพยายามพาลูกสาวหนีไปบ้านเกิดของเธอที่เธอไม่เคยได้กลับไปเลยตั้งแต่แต่งงาน

แต่ว่าการหนีครั้งนี้ไม่ใช่เรื่อง่าย เพราะแทบทุกตารางนิ้วของพื้นที่เต็มไปด้วยอิทธิพลของจอร์แซร์ ข่าน คนที่ลูกสาวของเธอต้องแต่งงานด้วย แต่ด้วยความบังเอิญ เธอได้รับความช่วยเหลือของโซฮาล คนขับรถบรรทุกหนุ่มรูปงามที่พบโดยบังเอิญ ทำให้จับพลัดจับพลู เขาต้องจำใจช่วยเธอกับลูกให้พ้นจากเงื้อมือของจอร์แซ ข่าน เพื่อพาสองแม่ลูกไปส่งให้ถึงที่หมายอย่างปลอดภัย

Dukhar หนังที่เสียดสีความเหลื่อมล้ำของผู้หญิงได้อย่างเจ็บแสบ

ประเด็นหลักของภาพยนตร์เรื่องนี้คือประเด็นที่ต้องการเสียดสีเรื่องของสตรีในประเทศแถบตะวันออกกลาง ที่มีความเหลื่อมล้ำทางเพศสูง โดยเฉพาะเพศหญิงที่ต้องเปรียบเหมือนช้างเท้าหลังของสามี ผู้หญิงต้องแต่งงานตั้งแต่อายุยังน้อยด้วยวิธีการคลุมถุงชน พอหลังจากแต่งงานฝ่ายชายาจะเป็นใหญ่สุดในบ้าน ภรรยาแทบไม่มีสิทธิ์ ไม่มีเสียงในการแสดงความคิดเห็นอะไรเลย อย่างในภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ตัวของราคีถูกจับแต่งงานตั้งแต่อายุ 15 หลังจากแต่งงานเธอต้องย้ายมาอยู่ในเมืองของสามี เธอไม่มีโอกาสได้กลับไปเยี่ยมแม่ที่บ้านเกิดอีกเลย และเธอก็ไม่มีสิทธิ์ ไม่มีเสียงในการแสดงความคิดเห็นกับสามี แม้กระทั่งเรื่องที่ลูกเธอถูกบังคับให้แต่งงานกับชายชราอายุคราวพ่อ เธอก็ไม่สามารถคัดค้านสามีได้ นั่นทำให้เธอตัดสินใจพาลูกสาวหนี และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดของภาพยนตร์เรื่องนี้

คะแนนรีวิว 10/10

ขอบคุณเครดิตภาพจาก  rababistan official

#Dukhar #รีวิวหนังน่าดู #หนังเสียดสีสังคม

แนะนำหนังดีเรื่อง The godfather


            อีกหนึ่งภาพยนตร์ชื่อดังระดับตำนานกับ The godfather ที่ถึงแม้จะถูกฉายออกมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว แต่ความสนุกของภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ยังคงถูกพูดถึงอยู่เสมอ เพราะไม่ใช่แค่เนื้อเรื่องที่สนุกและเต็มไปด้วยความตื่นเต้น แต่ยังมีองค์ประกอบอื่น ๆ ที่ช่วยทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพ อย่างการได้นักแสดงนำอย่าง “มาร์ลอน แบรนโด” มารับบทเจ้าพ่อมาเฟียสุดโหด ก็เรียกกระแสตอบรับจากแฟน ๆ ได้เป็นอย่างดี

เรื่องย่อของภาพยนตร์เรื่อง The godfather


            เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วงหลังสงคราม ซึ่งในตอนนั้นเต็มไปด้วยการคอรัปชั่นมากมาย “วีโต คอร์เลโอเน” เจ้าพ่อมาเฟียที่ได้รับสมญานามว่า “ก็อดฟาเธอร์” โดยเขามีลูกชายบุญธรรมสองคน ได้แก่ “ทอม เฮเกน” ที่รับหน้าที่เป็นทนายประจำตัวของวีโต และ “จอห์นนี่ ฟอนเทน” ที่มีความใฝ่ฝันอยากจะเป็นนักแสดง วีโตที่อยากให้ลูกชายสมหวังก็ได้วานให้ทอมจัดการทุกอย่างให้ ซึ่งเมื่อภารกิจเสร็จสิ้นไป วีโตก็ได้รับคำเชิญจากพ่อค้ายารายใหญ่อย่าง “ซอลอสโซ่” ที่อยากจะขอความร่วมมือจากวีโต แต่วีโตเองก็เป็นมาเฟียที่มีตำรวจหนุนหลัง หากเขาเข้าร่วมมือกับซอลอสโซ่ เขาก็จะเสียกำลังตำรวจไป ทำให้วีโตเลือกที่จะปฏิเสธ และเกิดเป็นความวุ่นวายตามมา การตามล่าล้างแค้นระหว่างผู้มีอิทธิพล การทรยศหักหลังที่มาพร้อมกับความสัมพันธ์ที่ยากจะหลีกเลี่ยง นี่คือช่วงเวลาแห่งความรุ่งเรืองของยุคมาเฟียและกำลังดำดิ่งลงสู่จุดต่ำสุดอย่างฉุดไม่อยู่

สิ่งที่น่าสนใจในภาพยนตร์เรื่อง The godfather

            สิ่งที่น่าสนใจภายในภาพยนตร์เรื่อง The godfather ก็คือการสร้างตัวละครภายในเรื่อง ที่ทำให้รู้สึกดูแล้วเชื่อว่าพวกเขาคือเหล่าผู้มีอิทธิพลจริง ๆ ทำให้เข้าถึงบรรยากาศความตึงเครียดและความมีอำนาจบางอย่างได้เป็นอย่างดี สำหรับใครที่ชื่นชอบภาพยนตร์ที่หักเหลี่ยมกันไปมา หลอกลวงแบบแผนซ้อนแผน แก้เผ็ดกันแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน คงจะรู้สึกชื่นชอบภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นพิเศษ เพราะการแสดงที่เต็มไปด้วยการเจรจาเชือดเฉือน หรือการโจมตีกันและกันระหว่างเหล่าผู้มีอิทธิพล ต่างก็ทำออกมาได้อย่างสมจริง ทำให้ความสนุกตื่นเต้นของภาพยนตร์เรื่องนี้สูงมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังได้รวบรวมนักแสดงมากฝีมือมาประชันบทบาทกันอย่างได้อรรถรสอีกด้วย

            The godfather เป็นภาพยนตร์ที่ควรค่าแก่การรับชมสักครั้ง ด้วยรางวัลการันตีความดีงามของภาพยนตร์เรื่องนี้ บวกกับกระแสตอบรับจากแฟน ๆ ที่มีการพูดถึงกันในแง่บวกเป็นหลัก พร้อมกับการให้คำวิจารณ์จากผู้เชี่ยวชาญถึงความมีคุณภาพคับแก้ว ดังนั้นจึงไม่ควรพลาดกับภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นอันขาด

วิดีโอตัวอย่าง :

#The godfather #The godfatherตำนาน #ต้องดูก่อนตาย

I AM SAM

เรื่องราวของชายผู้มีอายุสมองเท่าดับเด็ก 7 ขวบ ที่ต้องดูแลลูกสาว ผลงานการกำกับของ เจสซี่ เนลสัน ผู้กำกับที่สร้างชื่อจากหนังสั้นดราม่าเรื่อง To the Moon,Alice ในปี 1994 จนกระทั่งในปี 2001 เจสซี่ เนลสันได้ปล่อยผลงานสุดดราม่าทางถนัดของเขา I am Sam ซึ่งได้คะแนนจาก IMDB ไป 7.7 คะแนน และได้คะแนนฝั่งนักวิจารย์ 35% ฝั่งคนดูธรรมดา 87% จาก Rotten Tomatoes ดดยภาพยนตร์เรื่อง I am Sam มีทุนสร้างที่ 22 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทำรายได้ทั่วโลกไป 97 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

เรื่องย่อ I am Sam

เป็นภาพยนตร์ดราม่าเข้มข้นมากถึงมากที่สุดที่สามารถทำให้ทุกคนเสียน้ำตาได้อย่างไม่ยากเย็น โดยผ่านการเเสดงของ ณอน เพนน์ มิเชล ไฟเฟอร์ ดาโกตา แฟนนิ่ง ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองดีดีมาก ฌอน เพนน์ในบทบาทของ Sam ชายผู้มีอายุสมองเท่ากับเด็ก 7 ขวบที่ดูแลลูกสาวของเขา Lucy in the sky with diamond ชื่อที่ได้แรงบันดาลใจมีจากเพลงของ The beatles ที่ Sam ชื่นชอบ Sam ต้องดูแล Lucy พร้อมกับทำงานที่ร้านขายอาหาร เนื่องจาก Sam มีอายุสมองเท่ากับเด็ก 7 ขวบ เขาไม่สามารถคิดอะไรที่ซับซ้อนได้ Sam จะมีกิจวัตรประจำวันที่ทำอย่างสม่ำเสมอคล้ายกับโปรแกรมของหุ่นยนต์ เมื่อเด็กน้อย Lucy เติบโตขึ้น กับการที่มีพ่อเป็นคนไม่ปกติ คนรอบข้างล้วนมีคำถามกับความสามารถในการเป็นพ่อของ Sam จนกระทั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาพรากสิทธิ์การเลี้ยงดูเด็กน้อย Lucy ไปจาก Sam ชายผู้ที่มีปํญญาเท่าเด็ก 7 ขวบ จำเป็นต้องสู้กับศาลเพื่อเเย่งสิทธิ์ในการดูแล Lucy คืนมา

I am Sam ภาพยนตร์ Coming of age ที่จะพาเติบโตไปพร้อมตัวละคร

ในส่วนของเนื้อเรื่องเราจะได้เห็นการเติบโตของ Sam และ Lucy ไปพร้อมๆกัน ตัวภาพยนตร์มีความเป็นดราม่า ผสมการก้าวผ่านเวลาหรือที่เรียกว่า Coming of age เนื้อเรื่องค่อยๆไล่ระดับไปเรื่อยๆสะสมพลังให้ผู้ชมสามารถเข้าถึงตัวละคร Sam และ Lucy ได้อย่างไม่ยากเย็น การเล่าเรื่องไม่ได้มีความสลับซับซ้อน เป็นภาพยนตร์ที่ดูง่ายร้องไห้ไว ซึ่งเป็นแนวทางที่ง่ายจะทำแต่ยากที่จะดี ต้องชมความฉลาดของผู้กำกับที่เลือกจะเล่าเรื่องที่น่าสนใจและยังสะท้อนภาพของไม่สมบูรณ์แบบของมนุษย์ ทำให้การสะสมพลังผ่านการเล่าไปเรื่อยๆทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในด้านการแสดงเนื่องจากเป็นภาพยนตร์ดราม่าที่ใช้นักแสดงน้อยมาก การแสดงจึงแทบหาตำหนิไม่ได้นอกจากบทตัวประกอบบางบทที่ทำได้ไม่ถึงระดับของตัวเอง ไม่ใช่การแสดงของตัวประกอบคนนั้นไม่ได้มาตรฐาน แต่เพราะตัวเอกเก่งเกินไปจนทำให้การแสดงของตัวประกอบเหล่านั้นดูไม่เป็นธรรมชาติไปบ้าง ซึ่งไม่ถือเป็นสาระสำคัญ เพราะการส่งพลังของนักแสดงหลักยังคงทำหน้าที่ได้ดีมากจนสามารถมองข้ามความผิดพลาดเล็กๆน้อยของตัวละครบางตัวไปได้อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ

I am Sam เป็นภาพยนตร์ระดับขึ้นหิ้งเรื่องหนึ่งที่จะบอกกับคุณว่าชีวิตมันไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบคุณก็สามารถมีความสุขได้ เป็นอีกภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยประโยคที่ทรงพลัง เป็นภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยกำลังใจ เป็นภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยน้ำตา เป็นภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม เป็นภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยความสุขทั้งของผู้กำกับและผู้ชม

วิดีโอตัวอย่าง :

ขอบคุณรูปภาพ

รูปแรก (https://vocal.media/geeks/i-am-sam-a-movie-review)

รูปสอง (https://www.catdumb.com/movie-for-father-day-313/)

#I AM SAM #ภาพยนตร์ขึ้นหิ้ง #หนังดีต้องดู

The Revenant เมื่อความแค้นทำให้ยังมีชีวิต

            แม้ว่าความแค้นนั้นจะเป็นอารมณ์ไหนเนี่ยลบที่เราต่างก็ไม่อยากจะรู้สึก แต่เวลาที่มีใครมาทำให้เรารู้สึกเจ็บช้ำน้ำใจจนเกิดความรู้สึกแค้นขึ้นมา เคยสังเกตหรือไม่ว่ามันทำให้เรามีพลังในการทำบางสิ่งบางอย่างโดยที่เราไม่คาดคิดมาก่อน

ความแค้นนี่เองที่เป็นพลังทำให้ใช้ชื่อว่าฮิวจ์ สามารถเอาชีวิตรอดได้ท่ามกลางทุ่งหิมะในขณะที่บาดเจ็บสาหัสและถูกฝังทั้งเป็น เพราะกลุ่มของเขาได้ทำการสังหารลูกชายของเขาและทิ้งเขาเอาไว้ข้างหลังอย่างไม่ใยดี เรื่องราวนี้เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงและเคยได้รับตีพิมพ์เป็นหนังสืออัตชีวประวัติชีวิตในช่วงนั้นของเขา มันเต็มไปด้วยความเข้มข้นและน่าลุ้นระทึกจนมีการซื้อลิขสิทธิ์มาทำเป็นภาพยนตร์ และออกมาเป็นภาพยนตร์เรื่อง The Revenant

ภาพปกจาก : www.youtube.com/watch?v=QRfj1VCg16Y

เรื่องราวภายในภาพยนตร์เรื่อง The Revenant

https://chestnuthilllocal.com/stories/flix-the-revenant-is-a-testament-to-fantastic-filmmaking,13223

            The Revenant เล่าถึงเรื่องราวของชายวัยกลางคนชาวฟิลาเดลเฟียที่มีชื่อว่าฮิวจ์ เขาและลูกชายนั้นได้เดินทางเข้าร่วมกับกลุ่มสำรวจเพื่อเดินทางไปยังแถบแม่น้ำมิสซิสซิปปีเพื่อทำการสำรวจพื้นที่ แต่ในระหว่างที่ทุกคนกำลังเดินทางอยู่นั้นชายผู้นี้กลับถูกหมีกริซลี่เข้าโจมตีจนทำให้เขาได้รับบาดเจ็บสาหัสปางตาย การเดินทางจึงเต็มไปด้วยความยากลำบากและเขานั้นกลายสถานะเป็นตัวถ่วงของทีม

ท่ามกลางสภาพอากาศที่เลวร้ายและอยู่ไกลจากหมู่บ้านทำให้หนึ่งในกลุ่มที่เดิมทีเคยเป็นอาชญากรมาก่อนมองว่าเขาคงไม่รอด จึงได้ทำการฆ่าปิดปากลูกชายของเขาและฝังตัวเขาไว้ใต้พื้นหิมะก่อนจะเดินทางกันต่อ แต่ดูเหมือนว่าความแค้นจะสุมไฟของเขาจนละลายหิมะที่กบรักเขาจนหมดสิ้นทำให้เขาสามารถกลับมามีชีวิตได้อีกครั้ง เขาจึงได้เดินทางออกตามหาและไล่ล่ากลุ่มคนที่ปลิดชีวิตลูกชายของเขาและยังทิ้งเขาที่บาดเจ็บปางตายเอาไว้ข้างหลังอย่างหน้าไม่อายเพื่อแก้แค้น

รางวัลออสการ์ของลีโอนาโด ดิคาปริโอกับภาพยนตร์เรื่อง The Revenant

chestnuthilllocal.com/stories/flix-the-revenant-is-a-testament-to-fantastic

            The Revenant เป็นภาพยนตร์ที่มีกระแสเป็นที่พูดถึงตั้งแต่ช่วงถ่ายทำเพราะทางผู้กำกับนั้นใช้เทคนิคการถ่ายทำแบบไม่จัดแสง ทำให้การถ่ายทำเป็นไปด้วยความยากลำบากเนื่องจากจำเป็นต้องใช้แสงธรรมชาติเท่านั้น

ไม่เพียงเท่านั้นพวกเขายังต้องเดินทางไปยาว 12 ประเทศในการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้และยังต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่โหดร้ายอีกด้วยแต่นักแสดงชายอามลีโอนาร์โด ดิคาปริโอก็สามารถทำออกมาได้เป็นอย่างดี ทำให้หลังจากชวดรางวัลออสการ์มานับครั้งไม่ถ้วนในที่สุดเขาก็ได้รับรางวัลออสการ์กับภาพยนตร์เรื่องนี้เสียที 

Link :

#The Revenant #ลีโอนาโด ดิคาปริโอ #หนังออสการ์แนะนำ

ภาพยนตร์ Call me by your name

เป็นหนังรักโรแมนติก รักร่วมเพศระหว่างชายหนุ่มสองคน คนหนึ่งเป็นชาวอเมริกัน ส่วนอีกคนเป็นชาวอิตาเลี่ยน ทั้งสองได้พบเจอกัน เนื่องจากชายหนุ่มชาวอเมริกัน ชื่อ โอลิเวอร์ เดินทางมาที่ประเทศอิตาลี เพื่อเรียนรู้เรื่องโบราณคดี และมาช่วยเหลือพ่อของ เอลิโอ เด็กหนุ่มชาวอิตาลี ในเรื่องของงานเอกสาร โดยทั้งสองค่อนข้างจะมีความแตกต่างในเรื่องวัฒนธรรมและการใช้ชีวิตประมาณหนึ่ง โดยตัวของเอลิโอในวัย 17 ปีนั้น ชอบที่จะออกไปเที่ยว ขี่จักรยาน เล่นวอลเล่ย์บอลริมชายหาด ว่ายน้ำ เล่นเปียโน แต่งเพลงในหน้าร้อน ตามภาษาของชาวอิตาลี ซึ่งโอลิเวอร์ ในวัย 24 ปีนั้น ก็พยายามปรับตัว ซึ่งในช่วงแรกนั้นก็ได้เอลิโอช่วยในการใช้ชีวิตเป็นอย่างมาก ทั้งคู่ได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันมากขึ้น จึงเป็นจุดเริ่มต้นในความสัมพันธ์ดีๆ ที่ตามมา

เครดิตภาพปกจาก : https://bingepost.com/call-me-by-your-name-sequel-will-see-timothee-chalamet-armie-hammer-return/86553/

โดยประโยค Call me by your name นั้น ได้สื่อไปถึงความสัมพันธ์ที่ชายหนุ่มสองคนมีความผูกพันซึ่งกันและกัน อยากเป็นของกันและกัน และด้วยการเรียกชื่อของตนแทนอีกฝ่ายนั้น สื่อถึงความอยากเป็นเจ้าของกันและกัน โดยการยกชื่อของตนเองให้คนที่ตนรักได้ใช้ นับเป็นประโยคที่สวยงามและทรงพลังมากเลยทีเดียว

แนวคิดการใช้ชีวิตจาก Call me by your name

เครดิตภาพจาก : https://www.bostonglobe.com/opinion/2018/01/25/call-your-name-dishonest-dangerous-film/I7urrCBxwZYrfPTT7eycdM/story.html

                  Call me by your name เป็นเหมือนบทกวีที่หลุดอออกมาจากในหนังสือ ทั้งบทสนทนา และภาพที่สวยราวกับเทพนิยายนั้น ทำให้ผู้ชมภาพยนตร์นั้น รู้สึกราวกับว่าอ่านหนังสือวรรณกรรมที่ดีที่สุดเล่มหนึ่งอยู่ และไม่เพียงแค่ภาพที่สวยงามเท่านั้น ความหมายและข้อคิด รวมไปถึงแนวทางในการใช้ชีวิตก็มีอยู่มากเช่นกัน

1. คำพูดเป็นเพียงแค่ลมปาก

ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น หรือได้ยินสิ่งใดมา การใช้วิจารณญาณและ

2. ประวัติศาสตร์ เป็นสิ่งที่ทำให้เราได้เรียนรู้ เพื่อเติบโต

เมืองทางเหนือของอิตาลี ซึ่งเป็นเมืองที่ได้มีการสร้างอนุสรณ์สถานไว้หลายแห่ง ซึ่งสถานที่เหล่านี้ ทำให้มนุษย์ได้ตระหนักว่า สิ่งที่เกิดนั้นได้ส่งผลอะไรบ้าง หากผิด ก็เป็นสิ่งเตือนสติให้เราไม่ทำสิ่งที่ไม่ดีซ้ำสอง

3. บทกวีเป็นสิ่งสวยงาม

แม้ชีวิตจะเป็นเช่นไร บทกวีก็สามารถเยียวยาสิ่งที่ติดค้างอยู่ในจิตใจของเราได้เสมอ บทกวีถ่ายทอดได้ถึงอารมณ์ และความรู้สึก ณ ขณะนั้น ทำให้เรารู้และเข้าใจซึ้งถึงการมีอยู่ของชีวิต

4. พ่อและแม่เป็นบุคคลที่จะคอยอยู่เคียงข้างเราตลอดไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น

ไม่ว่าจะทุกข์หรือจะสุข พ่อและแม่จะเป็นบุคคลที่คอยอยู่เคียงข้างเราเสมอ ดังนั้นอย่าละเลยในการปรนนิบัติดูแลท่านยามที่ยังมีโอกาส

5. ไม่มีสิ่งใดจีรังยั่งยืน ความรักก็เช่นกัน

รักในวัยรุ่นเป็นรักที่ไม่ควรให้ความคาดหวังมากเกินไป เพราะต่างคนต่างมีทัศนคติที่แตกต่างกัน ต้องอาศัยประสบการณ์และการปรับตัวเข้าหากันเป็นจุดตัดสินใจในการครองรักคู่กัน หรือแม้กระทั่งในวัยผู้ใหญ่ก็ตาม

6. ความรักไม่มีผิดมีถูก อยู่ที่ว่าถูกคนและถูกเวลาหรือไม่

ไม่ว่าจะเป็นรักข้ามเพศหรือรักในสถานะอะไรก็ตาม หากถูกที่ถูกเวลา จะไม่มีเหตุผลอะไรมาหยุดความรักนั้นได้เลย

 เครดิตภาพ : https://www.kqed.org/arts/13817260/call-me-by-your-name-luca-guadagnino

Call me by your name เป็นภาพยนตร์ที่ได้รางวัลออสการ์มากมาย ทั้งด้านการเขียนบท และภาพ ซึ่งได้รับการวิจารณ์ว่าเป็นภาพยนตร์ที่มีความสวยงามและทุกอย่างลงตัว ราวกับบทกวีที่ดีหนึ่งเล่มเลยทีเดียว

วิดีโอตัวอย่างหนัง :

Call Me By Your Name | Official Trailer HD (2017)

#Call me by your name #ภาพยนตร์ออสการ์ #หนังรางวัล