• Home
  • Archive by category "ก่อนตายต้องได้ดู!"

I AM SAM

เรื่องราวของชายผู้มีอายุสมองเท่าดับเด็ก 7 ขวบ ที่ต้องดูแลลูกสาว ผลงานการกำกับของ เจสซี่ เนลสัน ผู้กำกับที่สร้างชื่อจากหนังสั้นดราม่าเรื่อง To the Moon,Alice ในปี 1994 จนกระทั่งในปี 2001 เจสซี่ เนลสันได้ปล่อยผลงานสุดดราม่าทางถนัดของเขา I am Sam ซึ่งได้คะแนนจาก IMDB ไป 7.7 คะแนน และได้คะแนนฝั่งนักวิจารย์ 35% ฝั่งคนดูธรรมดา 87% จาก Rotten Tomatoes ดดยภาพยนตร์เรื่อง I am Sam มีทุนสร้างที่ 22 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทำรายได้ทั่วโลกไป 97 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

เรื่องย่อ I am Sam

เป็นภาพยนตร์ดราม่าเข้มข้นมากถึงมากที่สุดที่สามารถทำให้ทุกคนเสียน้ำตาได้อย่างไม่ยากเย็น โดยผ่านการเเสดงของ ณอน เพนน์ มิเชล ไฟเฟอร์ ดาโกตา แฟนนิ่ง ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองดีดีมาก ฌอน เพนน์ในบทบาทของ Sam ชายผู้มีอายุสมองเท่ากับเด็ก 7 ขวบที่ดูแลลูกสาวของเขา Lucy in the sky with diamond ชื่อที่ได้แรงบันดาลใจมีจากเพลงของ The beatles ที่ Sam ชื่นชอบ Sam ต้องดูแล Lucy พร้อมกับทำงานที่ร้านขายอาหาร เนื่องจาก Sam มีอายุสมองเท่ากับเด็ก 7 ขวบ เขาไม่สามารถคิดอะไรที่ซับซ้อนได้ Sam จะมีกิจวัตรประจำวันที่ทำอย่างสม่ำเสมอคล้ายกับโปรแกรมของหุ่นยนต์ เมื่อเด็กน้อย Lucy เติบโตขึ้น กับการที่มีพ่อเป็นคนไม่ปกติ คนรอบข้างล้วนมีคำถามกับความสามารถในการเป็นพ่อของ Sam จนกระทั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาพรากสิทธิ์การเลี้ยงดูเด็กน้อย Lucy ไปจาก Sam ชายผู้ที่มีปํญญาเท่าเด็ก 7 ขวบ จำเป็นต้องสู้กับศาลเพื่อเเย่งสิทธิ์ในการดูแล Lucy คืนมา

I am Sam ภาพยนตร์ Coming of age ที่จะพาเติบโตไปพร้อมตัวละคร

ในส่วนของเนื้อเรื่องเราจะได้เห็นการเติบโตของ Sam และ Lucy ไปพร้อมๆกัน ตัวภาพยนตร์มีความเป็นดราม่า ผสมการก้าวผ่านเวลาหรือที่เรียกว่า Coming of age เนื้อเรื่องค่อยๆไล่ระดับไปเรื่อยๆสะสมพลังให้ผู้ชมสามารถเข้าถึงตัวละคร Sam และ Lucy ได้อย่างไม่ยากเย็น การเล่าเรื่องไม่ได้มีความสลับซับซ้อน เป็นภาพยนตร์ที่ดูง่ายร้องไห้ไว ซึ่งเป็นแนวทางที่ง่ายจะทำแต่ยากที่จะดี ต้องชมความฉลาดของผู้กำกับที่เลือกจะเล่าเรื่องที่น่าสนใจและยังสะท้อนภาพของไม่สมบูรณ์แบบของมนุษย์ ทำให้การสะสมพลังผ่านการเล่าไปเรื่อยๆทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในด้านการแสดงเนื่องจากเป็นภาพยนตร์ดราม่าที่ใช้นักแสดงน้อยมาก การแสดงจึงแทบหาตำหนิไม่ได้นอกจากบทตัวประกอบบางบทที่ทำได้ไม่ถึงระดับของตัวเอง ไม่ใช่การแสดงของตัวประกอบคนนั้นไม่ได้มาตรฐาน แต่เพราะตัวเอกเก่งเกินไปจนทำให้การแสดงของตัวประกอบเหล่านั้นดูไม่เป็นธรรมชาติไปบ้าง ซึ่งไม่ถือเป็นสาระสำคัญ เพราะการส่งพลังของนักแสดงหลักยังคงทำหน้าที่ได้ดีมากจนสามารถมองข้ามความผิดพลาดเล็กๆน้อยของตัวละครบางตัวไปได้อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ

I am Sam เป็นภาพยนตร์ระดับขึ้นหิ้งเรื่องหนึ่งที่จะบอกกับคุณว่าชีวิตมันไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบคุณก็สามารถมีความสุขได้ เป็นอีกภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยประโยคที่ทรงพลัง เป็นภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยกำลังใจ เป็นภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยน้ำตา เป็นภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม เป็นภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยความสุขทั้งของผู้กำกับและผู้ชม

วิดีโอตัวอย่าง :

ขอบคุณรูปภาพ

รูปแรก (https://vocal.media/geeks/i-am-sam-a-movie-review)

รูปสอง (https://www.catdumb.com/movie-for-father-day-313/)

#I AM SAM #ภาพยนตร์ขึ้นหิ้ง #หนังดีต้องดู

The Revenant เมื่อความแค้นทำให้ยังมีชีวิต

            แม้ว่าความแค้นนั้นจะเป็นอารมณ์ไหนเนี่ยลบที่เราต่างก็ไม่อยากจะรู้สึก แต่เวลาที่มีใครมาทำให้เรารู้สึกเจ็บช้ำน้ำใจจนเกิดความรู้สึกแค้นขึ้นมา เคยสังเกตหรือไม่ว่ามันทำให้เรามีพลังในการทำบางสิ่งบางอย่างโดยที่เราไม่คาดคิดมาก่อน

ความแค้นนี่เองที่เป็นพลังทำให้ใช้ชื่อว่าฮิวจ์ สามารถเอาชีวิตรอดได้ท่ามกลางทุ่งหิมะในขณะที่บาดเจ็บสาหัสและถูกฝังทั้งเป็น เพราะกลุ่มของเขาได้ทำการสังหารลูกชายของเขาและทิ้งเขาเอาไว้ข้างหลังอย่างไม่ใยดี เรื่องราวนี้เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงและเคยได้รับตีพิมพ์เป็นหนังสืออัตชีวประวัติชีวิตในช่วงนั้นของเขา มันเต็มไปด้วยความเข้มข้นและน่าลุ้นระทึกจนมีการซื้อลิขสิทธิ์มาทำเป็นภาพยนตร์ และออกมาเป็นภาพยนตร์เรื่อง The Revenant

ภาพปกจาก : www.youtube.com/watch?v=QRfj1VCg16Y

เรื่องราวภายในภาพยนตร์เรื่อง The Revenant

https://chestnuthilllocal.com/stories/flix-the-revenant-is-a-testament-to-fantastic-filmmaking,13223

            The Revenant เล่าถึงเรื่องราวของชายวัยกลางคนชาวฟิลาเดลเฟียที่มีชื่อว่าฮิวจ์ เขาและลูกชายนั้นได้เดินทางเข้าร่วมกับกลุ่มสำรวจเพื่อเดินทางไปยังแถบแม่น้ำมิสซิสซิปปีเพื่อทำการสำรวจพื้นที่ แต่ในระหว่างที่ทุกคนกำลังเดินทางอยู่นั้นชายผู้นี้กลับถูกหมีกริซลี่เข้าโจมตีจนทำให้เขาได้รับบาดเจ็บสาหัสปางตาย การเดินทางจึงเต็มไปด้วยความยากลำบากและเขานั้นกลายสถานะเป็นตัวถ่วงของทีม

ท่ามกลางสภาพอากาศที่เลวร้ายและอยู่ไกลจากหมู่บ้านทำให้หนึ่งในกลุ่มที่เดิมทีเคยเป็นอาชญากรมาก่อนมองว่าเขาคงไม่รอด จึงได้ทำการฆ่าปิดปากลูกชายของเขาและฝังตัวเขาไว้ใต้พื้นหิมะก่อนจะเดินทางกันต่อ แต่ดูเหมือนว่าความแค้นจะสุมไฟของเขาจนละลายหิมะที่กบรักเขาจนหมดสิ้นทำให้เขาสามารถกลับมามีชีวิตได้อีกครั้ง เขาจึงได้เดินทางออกตามหาและไล่ล่ากลุ่มคนที่ปลิดชีวิตลูกชายของเขาและยังทิ้งเขาที่บาดเจ็บปางตายเอาไว้ข้างหลังอย่างหน้าไม่อายเพื่อแก้แค้น

รางวัลออสการ์ของลีโอนาโด ดิคาปริโอกับภาพยนตร์เรื่อง The Revenant

chestnuthilllocal.com/stories/flix-the-revenant-is-a-testament-to-fantastic

            The Revenant เป็นภาพยนตร์ที่มีกระแสเป็นที่พูดถึงตั้งแต่ช่วงถ่ายทำเพราะทางผู้กำกับนั้นใช้เทคนิคการถ่ายทำแบบไม่จัดแสง ทำให้การถ่ายทำเป็นไปด้วยความยากลำบากเนื่องจากจำเป็นต้องใช้แสงธรรมชาติเท่านั้น

ไม่เพียงเท่านั้นพวกเขายังต้องเดินทางไปยาว 12 ประเทศในการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้และยังต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่โหดร้ายอีกด้วยแต่นักแสดงชายอามลีโอนาร์โด ดิคาปริโอก็สามารถทำออกมาได้เป็นอย่างดี ทำให้หลังจากชวดรางวัลออสการ์มานับครั้งไม่ถ้วนในที่สุดเขาก็ได้รับรางวัลออสการ์กับภาพยนตร์เรื่องนี้เสียที 

Link :

#The Revenant #ลีโอนาโด ดิคาปริโอ #หนังออสการ์แนะนำ

ภาพยนตร์ Call me by your name

เป็นหนังรักโรแมนติก รักร่วมเพศระหว่างชายหนุ่มสองคน คนหนึ่งเป็นชาวอเมริกัน ส่วนอีกคนเป็นชาวอิตาเลี่ยน ทั้งสองได้พบเจอกัน เนื่องจากชายหนุ่มชาวอเมริกัน ชื่อ โอลิเวอร์ เดินทางมาที่ประเทศอิตาลี เพื่อเรียนรู้เรื่องโบราณคดี และมาช่วยเหลือพ่อของ เอลิโอ เด็กหนุ่มชาวอิตาลี ในเรื่องของงานเอกสาร โดยทั้งสองค่อนข้างจะมีความแตกต่างในเรื่องวัฒนธรรมและการใช้ชีวิตประมาณหนึ่ง โดยตัวของเอลิโอในวัย 17 ปีนั้น ชอบที่จะออกไปเที่ยว ขี่จักรยาน เล่นวอลเล่ย์บอลริมชายหาด ว่ายน้ำ เล่นเปียโน แต่งเพลงในหน้าร้อน ตามภาษาของชาวอิตาลี ซึ่งโอลิเวอร์ ในวัย 24 ปีนั้น ก็พยายามปรับตัว ซึ่งในช่วงแรกนั้นก็ได้เอลิโอช่วยในการใช้ชีวิตเป็นอย่างมาก ทั้งคู่ได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันมากขึ้น จึงเป็นจุดเริ่มต้นในความสัมพันธ์ดีๆ ที่ตามมา

เครดิตภาพปกจาก : https://bingepost.com/call-me-by-your-name-sequel-will-see-timothee-chalamet-armie-hammer-return/86553/

โดยประโยค Call me by your name นั้น ได้สื่อไปถึงความสัมพันธ์ที่ชายหนุ่มสองคนมีความผูกพันซึ่งกันและกัน อยากเป็นของกันและกัน และด้วยการเรียกชื่อของตนแทนอีกฝ่ายนั้น สื่อถึงความอยากเป็นเจ้าของกันและกัน โดยการยกชื่อของตนเองให้คนที่ตนรักได้ใช้ นับเป็นประโยคที่สวยงามและทรงพลังมากเลยทีเดียว

แนวคิดการใช้ชีวิตจาก Call me by your name

เครดิตภาพจาก : https://www.bostonglobe.com/opinion/2018/01/25/call-your-name-dishonest-dangerous-film/I7urrCBxwZYrfPTT7eycdM/story.html

                  Call me by your name เป็นเหมือนบทกวีที่หลุดอออกมาจากในหนังสือ ทั้งบทสนทนา และภาพที่สวยราวกับเทพนิยายนั้น ทำให้ผู้ชมภาพยนตร์นั้น รู้สึกราวกับว่าอ่านหนังสือวรรณกรรมที่ดีที่สุดเล่มหนึ่งอยู่ และไม่เพียงแค่ภาพที่สวยงามเท่านั้น ความหมายและข้อคิด รวมไปถึงแนวทางในการใช้ชีวิตก็มีอยู่มากเช่นกัน

1. คำพูดเป็นเพียงแค่ลมปาก

ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น หรือได้ยินสิ่งใดมา การใช้วิจารณญาณและ

2. ประวัติศาสตร์ เป็นสิ่งที่ทำให้เราได้เรียนรู้ เพื่อเติบโต

เมืองทางเหนือของอิตาลี ซึ่งเป็นเมืองที่ได้มีการสร้างอนุสรณ์สถานไว้หลายแห่ง ซึ่งสถานที่เหล่านี้ ทำให้มนุษย์ได้ตระหนักว่า สิ่งที่เกิดนั้นได้ส่งผลอะไรบ้าง หากผิด ก็เป็นสิ่งเตือนสติให้เราไม่ทำสิ่งที่ไม่ดีซ้ำสอง

3. บทกวีเป็นสิ่งสวยงาม

แม้ชีวิตจะเป็นเช่นไร บทกวีก็สามารถเยียวยาสิ่งที่ติดค้างอยู่ในจิตใจของเราได้เสมอ บทกวีถ่ายทอดได้ถึงอารมณ์ และความรู้สึก ณ ขณะนั้น ทำให้เรารู้และเข้าใจซึ้งถึงการมีอยู่ของชีวิต

4. พ่อและแม่เป็นบุคคลที่จะคอยอยู่เคียงข้างเราตลอดไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น

ไม่ว่าจะทุกข์หรือจะสุข พ่อและแม่จะเป็นบุคคลที่คอยอยู่เคียงข้างเราเสมอ ดังนั้นอย่าละเลยในการปรนนิบัติดูแลท่านยามที่ยังมีโอกาส

5. ไม่มีสิ่งใดจีรังยั่งยืน ความรักก็เช่นกัน

รักในวัยรุ่นเป็นรักที่ไม่ควรให้ความคาดหวังมากเกินไป เพราะต่างคนต่างมีทัศนคติที่แตกต่างกัน ต้องอาศัยประสบการณ์และการปรับตัวเข้าหากันเป็นจุดตัดสินใจในการครองรักคู่กัน หรือแม้กระทั่งในวัยผู้ใหญ่ก็ตาม

6. ความรักไม่มีผิดมีถูก อยู่ที่ว่าถูกคนและถูกเวลาหรือไม่

ไม่ว่าจะเป็นรักข้ามเพศหรือรักในสถานะอะไรก็ตาม หากถูกที่ถูกเวลา จะไม่มีเหตุผลอะไรมาหยุดความรักนั้นได้เลย

 เครดิตภาพ : https://www.kqed.org/arts/13817260/call-me-by-your-name-luca-guadagnino

Call me by your name เป็นภาพยนตร์ที่ได้รางวัลออสการ์มากมาย ทั้งด้านการเขียนบท และภาพ ซึ่งได้รับการวิจารณ์ว่าเป็นภาพยนตร์ที่มีความสวยงามและทุกอย่างลงตัว ราวกับบทกวีที่ดีหนึ่งเล่มเลยทีเดียว

วิดีโอตัวอย่างหนัง :

Call Me By Your Name | Official Trailer HD (2017)

#Call me by your name #ภาพยนตร์ออสการ์ #หนังรางวัล

Hereditary ภาพยนตร์สยองขวัญที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม

ภาพยนตร์สยองขวัญนั้นมีให้รับชมเป็นจำนวนมากและออกมาถี่ เพราะมันเป็นแนวภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยม มีผู้รับชมหลายคนที่ชื่นชอบภาพยนตร์แนวสยองขวัญเนื่องจากมันทำให้เลือดลมสูบฉีดและมีแต่ความลุ้นระทึกน่าตื่นเต้นตลอดเวลาที่ได้รับชม ดังนั้นไม่ใช่ภาพยนตร์สยองขวัญทุกเรื่องที่จะประสบความสำเร็จ Hereditary เป็นหนึ่งในภาพยนตร์สยองขวัญที่สามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมและประสบความสำเร็จอย่างงดงาม จนมันได้รับการขนานนามว่าเป็นภาพยนตร์สยองขวัญที่สร้างความน่ากลัวได้มากที่สุดในปี 2018  ด้วยความสยองขวัญแบบจัดเต็มและเนื้อเรื่องที่เต็มไปด้วยความสลับซับซ้อนน่าติดตาม ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ที่คนรักภาพยนตร์สยองขวัญไม่ควรพลาด

ภาพปกจาก : pbs.twimg.com/media/EcCHzIPUwAQX0bO.jpg

เรื่องราวในภาพยนตร์เรื่อง Hereditary

https://m.media-amazon.com/images/M/MV5BNjYwZjkzZWEtYmFjNC00YzA5LTg2NzAtYWQyZmQxZTliNmRlXkEyXkFqcGdeQW1yb3NzZXI@._V1_CR106,0,1705,959_AL_UY268_CR29,0,477,268_AL_.jpg

            Hereditary ได้บอกเล่าถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในตระกูลเกรแฮม เมื่อผู้เป็นยายเสียชีวิตไปทุกคนนั้นได้จัดงานศพให้กับเธอเพื่อระลึกถึง ลูกสาวอย่างแอนนี่นั้นได้รับหน้าที่ในการกล่าวคำไว้อาลัยและงานก็ได้ผ่านไปได้ช่วยดี ทุกคนต่างกลับไปใช้ชีวิตกันตามปกติและพยายามที่จะก้าวผ่านความเศร้าไปให้ได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปแอนนี่ก็ได้รู้สึกถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะกับคนในครอบครัว พวกเขานั้นพบเจอเรื่องราวประหลาดมากมายอย่างเช่นการเกิดอุบัติเหตุกับลูกสาวคนเล็กจนทำให้เธอนั้นเสียชีวิตยังไม่มีใครได้ทันตั้งตัว ที่สำคัญคือคนขับรถกลับเป็นพี่ชายของเธอที่ประมาทจนทำให้เกิดการสูญเสียครั้งใหญ่ในครอบครัวและเสียชีวิตไปอย่างสยดสยอง การจากไปของสมาชิกครอบครัวนั้นทำให้พวกเขาพูดกันน้อยลงและแต่ละคนนั้นก็ต่างมีเรื่องภายในใจที่ต่างก็ซุกซ่อนเอาไว้และไม่ได้เล่าให้ใครฟัง ผู้เป็นพี่ชายนั้นได้แต่เก็บตัวด้วยความรู้สึกผิด แอนนี่เองก็ผิดหวังในตัวลูกชายที่ไม่แม้แต่จะอื่นคำว่าขอโทษ เหตุการณ์ยิ่งเลวร้ายมากยิ่งขึ้นเมื่อพวกเขานั้นมีบางสิ่งบางอย่างที่ดูเหมือนว่าจะได้รับการถ่ายทอดมาจากคุณยายผู้ล่วงลับและมันได้ส่งผลกระทบต่อพวกเขาอย่างช้าๆ จนทำให้ส่งผลถึงพฤติกรรมและอารมณ์ของพวกเขา

Hereditary ภาพยนตร์ที่สยองขวัญที่สุดในปี 2018

https://dazedimg-dazedgroup.netdna-ssl.com/900/azure/dazed-prod/1230/8/1238244.jpg

Hereditary เป็นภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงามจากความสยองขวัญแบบไม่ปราณีผู้รับชม ไม่ว่าจะด้วยการนำเสนอภาพที่เต็มไปด้วยความน่ากลัวหรือแม้แต่เรื่องราวที่เต็มไปด้วยความสลับซับซ้อนชวนสับสนแต่ก็น่าติดตาม เป็นภาพยนตร์ที่ไม่ได้ทำให้น่ากลัวอย่างเดียวแต่ผู้รับชมนั้นจะต้องคอยคิดและตีความตามไปด้วย เป็นภาพยนตร์ที่ไม่ได้สร้างความน่ากลัวเฉพาะเวลารับชมเท่านั้น แต่หลังจากรับชมเสร็จแล้วความรู้สึกระหว่างรับชมจะยังคงตามติดผู้รับชมไปเรื่อยๆ อีกหลายวัน 

Link :

#Hereditary #หนังสยองขวัญ #หนังสยองขวัญแนะนำ

Misumisou ลำนำดอกโศก ภาพยนตร์ไลฟ์แอ็คชั่นที่ดัดแปลงมาจากการ์ตูน

            ปกติแล้วภาพยนตร์ไลฟ์แอ็คชั่นนั้นมักจะดัดแปลงมาจากการ์ตูนญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยม และส่วนใหญ่ที่จะได้หยิบยกนำมาดัดแปลงนั้นมักจะเป็นการ์ตูนโชเน็นหรือการ์ตูนสำหรับเด็กผู้ชาย อย่างเช่นดราก้อนบอลหรือ Bleach เทพมรณะ น้อยครั้งที่จะมีการหยิบยกนำเอาการ์ตูนแนวแปลกๆ มาดัดแปลงที่เราอาจจะเคยได้เห็นและมีชื่อเสียงโด่งดังนั่นก็คือเรื่อง Battle Royal หากใครกำลังคิดถึงกลิ่นอายภาพยนตร์ญี่ปุ่นที่ดัดแปลงมาจากการ์ตูนแนวระทึกขวัญแล้วล่ะก็ขอแนะนำภาพยนตร์เรื่อง Misumisou ลำนำดอกโศก ที่มีกลิ่นอายคล้ายคลึงกับภาพยนตร์เรื่อง Battle Royal ในด้านของความรุนแรงและความสะเทือนใจ

เรื่องราวภายในภาพยนตร์เรื่อง Misumisou ลำนำดอกโศก

https://www.sanook.com/moshimoshi/3115/gallery/9427/

            Misumisou ลำนำดอกโศก  จะเล่าถึงเด็กสาวชั้นมัธยมปลายที่มีชื่อว่าฮารุกะ เธอนั้นจำเป็นที่จะต้องย้ายโรงเรียนมาอยู่แถวชนบทร่วมกับครอบครัวถึงแม้ว่าภายในอีก 2 เดือนเธอจะจบการศึกษาแล้วก็ตาม การย้ายมาใหม่ของเธอนั้นทำให้เธอไม่มีเพื่อนและกลายเป็นเหยื่อที่ถูกกลั่นแกล้งจากกลุ่มนักเรียนที่เกเร แต่เธอก็อดทนและไม่ยอมบอกครอบครัวเพราะกลัวว่าที่บ้านจะเป็นห่วงแต่สุดท้ายแล้วเธอก็ถูกกลั่นแกล้งจนได้รับบาดเจ็บและครอบครัวของเธอก็ทราบเรื่องในที่สุด พ่อของเธอพยายามเข้าไปติดต่อพูดคุยกับครูแต่ก็ไม่ได้รับการช่วยเหลือเท่าที่ควรทำให้เขาตัดสินใจที่จะให้ลูกสาวหยุดเรียนจนกว่าจะถึงวันจบการศึกษา การตัดสินใจนั้นทำให้เด็กสาวอีกหนึ่งคนที่ดูไม่หือไม่อือกลายเป็นเหยื่อแทน เธอเด็กสาวคนนั้นมีชื่อว่ารูมิ แม้ว่าเธอจะเป็นเหยื่อแต่เธอนั้นก็ชื่นชอบหัวหน้าแก๊งที่กลั่นแกล้งเธอเป็นอย่างมาก ด้วยความเครียดแค้น haruka ที่ไม่ยอมกลับมาเรียนจนทำให้เธอกลายเป็นเหยื่อแทนและความต้องการที่จะเข้าพวกกับคนที่เธอชื่นชอบทำให้เธอนั้นกลายเป็นอีกหนึ่งคนที่กลั่นแกล้งฮารุกะ ถึงแม้ว่าเธอจะไม่ยอมไปเรียนก็ตามจนทำให้เกิดเหตุโศกนาฏกรรมและมีผู้เสียชีวิตตามมามากมาย จนสุดท้ายฮารุกะก็กลายเป็นคนอีกคนที่กลับมาแก้แค้นทุกคนอีกครั้ง

Misumisou ลำนำดอกโศก ภาพยนตร์ที่สะท้อนการกลั่นแกล้งกันในโรงเรียนออกมาได้เป็นอย่างดี

https://www.sanook.com/moshimoshi/3115/gallery/9415/

ดังที่เราเห็นว่าตัวละครเอกในภาพยนตร์เรื่อง Misumisou ลำนำดอกโศก เป็นเหยื่อของการกลั่นแกล้งกันในโรงเรียน เพียงเพราะเธอนั้นเพิ่งย้ายมาใหม่กลางเทอมทำให้เธอไม่มีเพื่อนและกลายเป็นเหยื่อของเด็กนักเรียนที่เกเร ในช่วงแรกนั้นการกลั่นแกล้งกันก็ยังไม่รุนแรงมากเท่าไหร่นัก อาจส่งผลกระทบถึงจิตใจเพียงอย่างเดียว แต่พอเหยื่อไม่ตอบโต้ก็ทำให้คนที่รังแกรู้สึกมีอำนาจและเริ่มที่จะรังแกเลยเถิดมากขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงขั้นทำให้บาดเจ็บทางร่างกายไปจนถึงการเสียชีวิต มันจึงเป็นปัญหาที่รุนแรงและเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็วและเหมาะสม 

วิดีโอตัวอย่างหนัง :

Misumisou Live Action Movie Official Trailer 2018 HD

#Misumisou #ภาพยนตร์สะท้อนสังคม #ภาพยนตร์ญี่ปุ่น

Joker ภาพยนตร์ที่จะทำให้จิตของคุณดำดิ่งจนถึงขีดสุด

            Joker เป็นตัวร้ายในการ์ตูนเรื่อง Batman หลังจากที่ Batman ได้รับการดัดแปลงมาเป็นภาพยนตร์ตัวโจ๊กเกอร์เองก็ได้มาปรากฏในฉากภาพยนตร์เช่นเดียวกัน เรียกได้ว่าเป็นตัวร้ายที่ได้รับความนิยมและมีความน่าสนใจเป็นอย่างมากอีก 1 ตัว ไม่เพียงเท่านั้นยังมีเรื่องราวที่บอกเล่าต่อๆ กันมาถึงชะตากรรมของนักแสดงที่มารับบทเป็นโจ๊กเกอร์ซึ่งมักจะพบกับจุดจบที่ไม่ค่อยดีนัก  แต่ล่าสุดในปี 2019 ก็ได้มีการปล่อยภาพยนตร์ชีวประวัติของโจ๊กเกอร์ที่แยกออกมาจากโจ๊กเกอร์ที่เราเห็นกันในภาพยนตร์หรือการ์ตูนเรื่องแบทแมน และได้นักแสดงชายมากฝีมืออย่างวาคีน ฟีนิกซ์มารับบท ซึ่งเขานั้นสามารถลบภาพของโจ๊กเกอร์ในเวอร์ชั่นของฮีท เลดเจอร์ออกจากบทบาทใหม่ได้อย่างเด็ดขาด ภาพยนตร์เรื่องนี้จะไม่ได้เน้นหนักไปในเรื่องของการก่อการร้ายหรือวีรกรรมที่เขาทำ แต่จะเป็นการบอกเล่าถึงประวัติความเป็นมาที่ทำให้เขานั้นกลายมาเป็นวายร้ายที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุด ดังนั้นภาพยนตร์เรื่องนี้จึงจะเน้นหนักไปในเรื่องของ Drama จิตวิทยา และชีวิต

ภาพปกจาก : pantip.com/topic/39291286 

เรื่องราวภายในภาพยนตร์เรื่อง Joker

https://www.moviesrain.com/Joker-venice-film-festival-awards/

            Joker จะเล่าถึงประวัติความเป็นมาของตัวละครอย่างโจ๊กเกอร์ เขานั้นอาศัยอยู่ในเมืองก๊อตแทมในช่วงยุคปี 80  แม้ว่าเขานั้นจะต้องต่อสู้กับอาการทางจิตที่ทำให้เขาไม่สามารถควบคุมการหัวเราะหรือร้องไห้ของตนเองได้ แต่เขานั้นก็มีความฝันที่จะได้เป็นนักพูด และเขาก็รักอาชีพการเป็นตัวตลกเป็นอย่างมากเช่นเดียวกัน แต่ในขณะที่กำลังทำงานอยู่เขากลับถูกกลุ่มวัยรุ่นรังแกและทำให้อุปกรณ์นั่นก็คือป้ายของเขาพัง จากเหตุการณ์นี้ทำให้เขานั้นได้รับการตำหนิจากหัวหน้าเป็นอย่างมาก ทำให้เขาขอให้เพื่อนซื้อปืนมาให้เพื่อป้องกันตนเองจากการถูกรังแก ไม่เพียงเท่านั้นเขายังต้องดูแลแม่ที่มีอาการเจ็บป่วย แม้จะยากลำบากแต่เขานั้นก็เต็มใจที่จะดูแลแม่เป็นอย่างดี และทั้งสองนั้นชอบที่ดูรายการทอล์คโชว์ซึ่งเป็นเหมือนความฝันของเขาที่จะได้ไปออกรายการนั้น วันหนึ่งเขาต้องไปทำงานเล่นตลกในโรงพยาบาลเด็กแต่แล้วก็เกิดอุบัติเหตุทำให้ปืนของเขาหลุดออกมาเป็นเหตุทำให้เขาถูกไล่ออก ระหว่างทางกลับบ้านนั้นเขายังพบอีกว่ามีชายหนุ่มกลุ่มหนึ่งกำลังทำร้ายผู้หญิง และอาการหัวเราะแบบควบคุมไม่ได้ของเขานั้นก็กำเริบ ทำให้เขานั้นกลายเป็นเป้าที่ถูกรังแกแทนสุดท้ายเขาก็เลือกที่จะฆ่าทั้งสามคนทิ้งด้วยปืนกระบอกนั้น การก่อเหตุฆาตกรรมในครั้งนั้นเปรียบเสมือนการปลุกระดมคนชั้นล่างให้ออกมาต่อต้านคนรวยเนื่องจากความไม่เท่าเทียมของทั้งสองชนชั้น และยังมีเรื่องความเข้าใจผิดในครอบครัวที่ทำให้เขานั้นกลายเป็นวัยร้ายอย่างสมบูรณ์แบบ

เจาะลึกอาการป่วยที่นำเสนอในภาพยนตร์เรื่อง Joker

www.playinone.com/tofuchan/the-Joker

            ในภาพยนตร์เรื่อง Joker นั้น มีการนำเสนอถึงอาการทางจิตที่ตัวละครเอกอย่างโจ๊กเกอร์ป่วยอยู่นั่นก็คือการที่ไม่สามารถควบคุมอาการหัวเราะหรือร้องไห้ได้ ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้จะหัวเราะหรือร้องไห้ออกมาโดยที่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับความรู้สึกหรือสถานการณ์และไม่สามารถควบคุมได้อย่างสิ้นเชิง มีการสันนิษฐานว่าโรคนี้เกิดจากการที่สมองนั้นถูกกระทบกระเทือนจากอุบัติเหตุหรือความรุนแรง และความผิดปกติของประสาทซึ่งเป็นผลข้างเคียงจากโรคทางสมอง ซึ่งในยุค 80 นั้น มีความเข้าใจในเรื่องของการเจ็บป่วยและมีอาการทางจิตค่อนข้างน้อย ดังนั้นผู้ที่มีอาการหรือเจ็บป่วยเกี่ยวกับทางจิตจึงมักจะไม่ได้รับการยอมรับและมักจะกลายเป็นเป้าที่ถูกรังแกอยู่เสมอ

JOKER – Final Trailer – Now Playing In Theaters

#Joker #หนังดีต้องดู #หนังรางวัลห้ามพลาด

Hotel Rawanda ภาพยนตร์ที่บอกเล่าเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่เกิดขึ้นจริง

            Hotel Rawanda เป็นภาพยนตร์ที่สร้างมาจากเหตุการณ์จริงที่เคยเกิดขึ้นในประเทศรวันดา ประเทศที่ตั้งอยู่ในทวีปแอฟริกา ภายในประเทศนั้นมี 2 ชนเผ่าที่อยู่ร่วมกันประกอบไปด้วยชาวฮูตูและชาวทุตซี่ ครั้งหนึ่งเคยมีเหตุการณ์สุดสะเทือนใจที่ทำให้ทั้งสองชนเผ่าเกิดความขัดแย้งและลุกขึ้นมาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เพื่อนร่วมชาติด้วยกันเอง กินเวลากว่า 100 วันตั้งแต่เดือนเมษายนจนถึงเดือนกรกฎาคมปี 1994 หรือเมื่อประมาณ 26 ปีที่แล้ว หลังจากเหตุการณ์นั้นจบลงเป็นเวลา 10 ปี ในปี 2004 ก็ได้มีการออกฉายภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว เป็นผลงานการกำกับโดยเทอร์รี่ จอร์ช และทำรายได้ไปอย่างถล่มทลายจากงบประมาณเพียง 17.5 ล้านดอลลาร์ ได้รายได้ไป 33.9 ล้านดอลลาร์ ส่วนหนึ่งที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จนั่นก็เป็นเพราะว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเหตุการณ์ใหญ่ระดับโลกที่มีผู้คนสนใจมากมาย และภาพยนตร์ไม่ได้เลือกที่จะนำเสนอในเรื่องของความรุนแรง แต่เป็นการนำเสนอความหวังและการช่วยเหลือกันมากกว่า

ภาพปกจาก : www.imdb.com/title/tt0395169/mediaviewer

เรื่องราวที่สุดสะเทือนใจภายในภาพยนตร์เรื่อง Hotel Rawanda

            Hotel Rawanda จะเล่าถึงเรื่องราวภายในปี 1994 ภาพตัวละครเอกที่มีชื่อว่าพอล เขานั้นทำงานในโรงแรมที่ตั้งอยู่ในเมืองหลวงของประเทศรวันดาในตำแหน่งผู้จัดการ ดังนั้นครอบครัวเขาจึงอยู่ในฐานะของชนชั้นกลางที่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสบาย ครอบครัวของเขานั้นประกอบไปด้วยภรรยาที่ชื่อทาเทียน่าพร้อมกับลูกอีก 4 คน โดยตัวเขานั้นเป็นชาวฮูตู ส่วนภรรยาเป็นชาวทุตซี่ ในขณะที่กำลังใช้ชีวิตตามปกตินั้นวันหนึ่งประธานาธิบดีก็ได้ถูกลอบสังหารซึ่งเขานั้นเป็นชาวฮูตู การลอบสังหารในครั้งนั้นเปรียบเสมือนกับฟางเส้นสุดท้ายของความขัดแย้งระหว่างสองชนเผ่า การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จนได้เริ่มขึ้นโดยชาวฮูตูหัวรุนแรงที่ต้องการจะกำจัดชาวทุตซี่โดยใช้การลอบสังหารประธานาธิบดีเป็นข้ออ้าง ในระยะเวลาเพียง 100 วันเท่านั้น มีประชาชนถูกฆ่าตายด้วยความแตกต่างทางชนเผ่าไปมากถึง 8 แสนคนด้วยน้ำมือของคนในชาติเดียวกัน แม้จะเป็นเหตุการณ์ใหญ่แต่โลกภายนอกยังไม่ได้รับรู้ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้ หลังเกิดเหตุการณ์ไม่กี่วัน พอลก็ได้ตัดสินใจเปลี่ยนโรงแรมของเขาให้กลายเป็นที่หลบภัยทั้งสำหรับชาวฮูตูและชาวทุตซี่เป็นจำนวนมากกว่า 1,200 คน และยังนำเอาสินบนไม่ว่าจะเป็นเงินหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไปให้กับมือสังหารเพื่อขอไม่ให้พวกเขานั้นเข้ามายังโรงแรม ทำให้ทุกคนในโรงแรมปลอดภัยแม้ว่าข้างนอกนั้นจะเต็มไปด้วยศพ

เรื่องราวจริงในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่ถ่ายทอดออกมาในภาพยนตร์เรื่อง Hotel Rawanda

https://www.kpbs.org/news/2010/apr/01/hotel-rwanda/

            ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ในภาพยนตร์เรื่อง Hotel Rawanda ความจริงแล้วในประเทศรวันดาได้มีการขัดแย้งระหว่างชนเผ่ามาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว เพียงแต่การลอบสังหารประธานาธิบดีนั้นเปรียบเสมือนฉนวนที่จุดระเบิดให้การสังหารหมู่เริ่มต้นขึ้น เกิดจากการที่ทั้งสองเผ่าพันธุ์ปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียมจนเกิดความเกลียดชังและความคิดสุดโต่งจนกลายเป็นบาดแผลครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศ ประชาชนล้มตายเกือบ 1 ล้านคน พอลที่เห็นในภาพยนตร์นั้น เป็นบุคคลที่มีตัวตนจริงและผู้กำกับเคยได้เดินทางไปพูดคุยกับเขาในระหว่างที่ลี้ภัยอยู่ต่างแดน เหตุการณ์นี้คลี่คลายลงได้หลังจากแนวร่วมรักชาติมาเข้าควบคุมสถานการณ์ ลงโทษผู้กระทำความผิด และเพิ่มนโยบายที่ช่วยลดความขัดแย้ง

#Hotel Rawanda #หนังตำนานห้ามพลาด #หนังดีรีบดูก่อนตาย

Dunkirk ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่ถ่ายทอดเรื่องราวสงครามโลกครั้งที่สอง

            เราคงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าเหตุการณ์ใหญ่ระดับโลกอย่างสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้นเป็นเหตุการณ์ที่ถูกหยิบยกนำมานำเสนอในรูปแบบของภาพยนตร์มากที่สุดอีกหนึ่งเหตุการณ์เลยทีเดียว ไม่ว่าจะด้วยความยิ่งใหญ่ของสงคราม การต่อสู้ การสูญเสีย ที่เมื่อทำออกมาในรูปแบบภาพยนตร์แล้วทำให้ผู้รับชมรู้สึกเข้าถึงอารมณ์ภายในภาพยนตร์ที่มีหลากหลายได้เป็นอย่างดี และเรามักจะนึกได้ในทันทีหากมีการพูดถึงภาพยนตร์สงครามโลกครั้งที่ 2 ว่ามันจะต้องเป็นภาพยนตร์ที่มีฟอร์มยักษ์อย่างแน่นอน จึงไม่น่าแปลกใจนักหากจะได้รับความสนใจเมื่อมีการเปิดตัวออกมา เช่นเดียวกับภาพยนตร์เรื่อง Dunkirk ที่ได้ผู้กำกับฝีมือดีที่มีแฟนคลับมากมายทั่วโลกอย่างคริสโตเฟอร์ โนแลนมานั่งแท่นกำกับด้วยตนเอง ขึ้นชื่อว่าเป็นงานของโนแลนทั้งทีแน่นอนว่านอกจากคุณภาพจะคับคั่งแล้วยังมีความสมจริงเป็นอย่างมากอีกด้วย เช่นเดียวกับภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ได้กระแสตอบรับเป็นอย่างดีดีอย่างล้นหลาม

ภาพปกจาก : adaddictth.com/knowledge/Movie-Storytelling-Christopher-Nolan

เรื่องราวภายในภาพยนตร์เรื่อง Dunkirk 

https://www.bbc.com/news/world-europe-40803431

            Dunkirk เป็นภาพยนตร์ที่นำเสนอเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในยุทธการยกพลขึ้นบกที่ชายหาดดันเคิร์ก โดยจะเล่า 3 มุมมองด้วยกันซึ่งประกอบไปด้วยทหารบกบนภาคพื้นดิน ทหารอากาศบนท้องฟ้า และการอพยพทางน้ำ คริสโตเฟอร์ โนแลนนั้นเลือกที่จะถ่ายทำในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกับช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์จริง ดังนั้นภาพที่เราจะได้เห็นนั้นจึงจะมีความคล้ายคลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะด้วยสภาพอากาศ ท้องฟ้า ทะเล โดยยุทธการนี้เป็นอีกหนึ่งยุทธการที่ได้รับการกล่าวถึงอยู่เป็นประจำ เป็นยุทธการที่ประสบความสำเร็จได้อย่างน่าเหลือเชื่อที่สามารถอพยพเหล่าทหารอังกฤษและฝรั่งเศสให้ออกจากพื้นที่สมรภูมิชายหาดในเมืองดันเคิร์กซึ่งมีจำนวนมากกว่า 338,000 นาย ในขณะที่ทหารบกบนภาคพื้นดินนั้นจำต้องถอยล่าจากการถูกกองทัพนาซีต้อนมาจนถึงชายหาด สถานการณ์เต็มไปด้วยความตึงเครียด บนน่านฟ้าเองก็ไม่แพ้กัน เหล่าทหารทั้งฝ่ายสัมพันธมิตรและฝ่ายนาซีต่างก็ห้ำหั่นกันเพื่อให้กองทัพของฝั่งตนเองนั้นได้เปรียบมากที่สุด ในขณะเดียวกันการอพยพทางน้ำก็เต็มไปด้วยความตึงเครียดจำนวนเรือมีไม่พอที่จะรองรับทหารทั้งหมดจนต้องมีการเกณฑ์เอาเรือประมงของชาวบ้านออกสั่งมารับทหาร 

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในยุทธการ Dunkirk 

https://www.pinterest.com/pin/343681015314630031/

            ยุทธการ Dunkirk นั้น เกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จากการที่ทหารฝั่งนาซีได้ตีล้อมกองทัพฝั่งสัมพันธมิตรซึ่งประกอบไปด้วยทหารชาวอังกฤษและฝรั่งเศสเป็นส่วนใหญ่จนต้องถอยร่นมาถึงชายหาดดันเคิร์ก หากเพียงแต่กองทัพฝ่ายนาซีทำการบุกเข้าต่อสู้แล้วล่ะก็ไม่ว่าอย่างไรทหารฝ่ายสัมพันธมิตรก็จะต้องพบเจอกับความสูญเสียเป็นอย่างมากแน่นอน แต่ช่างน่าแปลกใจที่ฮิตเลอร์กลับตัดสินใจที่จะไม่ทำอย่างนั้น และปล่อยเวลายืดเยื้อจนเหล่าทหารฝั่งสัมพันธมิตรสามารถอพยพออกจากพื้นที่สมรภูมิได้จนหมด ถือเป็นยุทธการถอนกองกำลังที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงามจนได้รับการพูดถึงเป็นอย่างมาก

Dunkirk (2017) – Opening Scene – HD

How ‘1917’ Was Filmed To Look Like One Shot | Movies Insider

#Dunkirk #หนังสงคราม #หนังคริสโตเฟอร์ โนแลน

1917 ภาพยนตร์เกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่ถ่ายทำแบบ Long Take

             ปกติแล้วเรามักจะพบเห็นภาพยนตร์ที่ถ่ายแบบ Long Take ในภาพยนตร์แนวอื่นๆ ที่ไม่ใช่แนวสงคราม นั่นก็เป็นเพราะว่าภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับสงครามนั้น ในหนึ่งฉากจะมีองค์ประกอบมากมายและทุกอย่างนั้นคือต้นทุน มันคงไม่คุ้มแน่หากเราจะระเบิดภูเขาเผากระท่อมหลายๆ รอบเพื่อให้การถ่ายทำแบบ Long Take ออกมาสมบูรณ์แบบมากที่สุด การที่ 1917 เลือกที่จะถ่ายทำหลายๆ ฉากแบบ Long Take โดยที่แทบจะไม่ใช้การตัดต่อช่วยนั้นถือเป็นความทะเยอทะยานเป็นอย่างมากของผู้กำกับฝีมือดีจากอังกฤษอย่างแซม เมนเดส ผู้ที่เคยครองรางวัลออสการ์มาแล้วหลากหลายครั้ง ในครั้งนี้นเขาเลือกที่จะหยิบยกเอาเหตุการณ์ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งมาบอกเล่าผ่านมุมมองและการเล่าเรื่องของปู่แท้ๆ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยได้เข้าร่วมรบในสมรภูมิดังกล่าวนี้มาก่อน ทำให้เรื่องราวที่เราจะได้เห็นนั้นมีความค่อนข้างสมจริง และเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 1 นั้นไม่ค่อยมีคนหยิบยกมาเล่าเหมือนสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกด้วย ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงมีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก

ขอบคุณภาพปกจาก : www.adventuredrivein.co.uk

เรื่องราวภายในภาพยนตร์เรื่อง 1917 

www.amazon.com/1917-George-MacKay

1917 – Official Trailer

            1917 นั้นจะเล่าถึงเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 1 ในสมรภูมิรบประเทศฝรั่งเศสที่เยอรมันกับอังกฤษนั้นกำลังห้ำหั่นกันอย่างดุเดือด ทำให้สมรภูมิแห่งนี้เต็มไปด้วยทหารของทั้งสองฝั่งเป็นจำนวนมาก กลา ยเป็นพื้นที่อันตรายที่ใครเข้าไปก็มีโอกาสน้อยที่จะได้รอดชีวิตออกมา แต่สคฟังเพลงอฟิลด์และเบลกกลับได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติภารกิจในการส่งสารที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากและข้อมูลนี้อาจจะช่วยชีวิตทหารร่วมชาตินับพันคนให้สามารถรอดพ้นจากกับดักของกองทัพเยอรมันได้ แต่พวกเขานั้นจะต้องใช้เส้นทางที่ข้ามเขตแดนของศัตรูเพื่อให้เดินทางไปส่งสารได้รวดเร็วมากที่สุด  สคอฟิลด์นั้นเดิมทีเป็นคนที่เคยได้รับเหรียญกล้าหาญมาก่อนแต่ก็ไม่ได้มองเห็นความสำคัญถึงขั้นที่นำมันไปแลกกับอาหาร เขามองว่าสิ่งที่มีค่าในชีวิตของเขาก็คือการได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขแต่มันกลับเป็นเรื่องยากเนื่องจากเขานั้นได้รับภารกิจดังกล่าว ส่วนเพื่อนทหารที่มีชื่อว่าเบลกนั้นเป็นชายหนุ่มที่อ่อนประสบการณ์ในการร่วมสงคราม เขามองว่าสิ่งที่กำลังทำนั้นเป็นเพียงวีรกรรมที่จะสามารถเอาไปคุยโม้โอ้อวดได้เมื่อมีชีวิตรอดกลับไปถึงบ้าน นั่นเป็นเพราะว่าเขาเป็นเพียงแค่ทหารที่อยู่ในแนวหลังของสนามรบเท่านั้นจึงไม่เคยรู้ว่าจุดปะทะแนวหน้าน่ากลัวแค่ไหน และมันยังทำให้เขาประเมินสถานการณ์ผิดอีกด้วย

เหตุใดผู้กำกับจึงเลือกใช้เทคนิค Long Take ในการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง 1917

https://www.vulture.com/2020/01/1917-movie-ending-explained.html

‘1917’ Behind-the-scenes Extended Featurette on One Long Shot

            ตามที่ได้อธิบายไว้ข้างต้นว่าเทคนิคการถ่ายทำภาพยนตร์แบบ Long Take นั้น คือการถ่ายภาพตั้งแต่ต้นจนจบเป็นก้อนเดียวโดยไม่ใช้เทคนิคของการตัดต่อเข้ามาช่วย ซึ่งภาพยนตร์ที่ถ่ายทำด้วยเทคนิคนี้จะมีจำนวนคัตที่น้อยแล้วนำมาต่อกันจนกลายเป็นเรื่องราว ความยากของงานทำให้การถ่ายทำแบบนี้ไม่ค่อยปรากฏในภาพยนตร์สงครามเท่าไหร่นัก เพราะเป็นภาพยนตร์ที่มีองค์ประกอบของงานภาพค่อนข้างเยอะและมีรายละเอียดหลายจุดในแต่ละฉาก หากใครสักคนทำพลาดก็จะต้องเริ่มถ่ายใหม่ทั้งหมด แต่ด้วยความที่ 1917 เป็นภาพยนตร์ที่อยู่ในสงครามก็จริงแต่ตัวละครเอกนั้นเป็นคนส่งสารดังนั้นมันจึงสามารถถ่ายทางด้วยเทคนิคดังกล่าวนี้ได้ง่ายมากขึ้น ซึ่งการถ่ายทำด้วยเทคนิคมีก็จะช่วยให้แต่ละฉากนั้นมีความสมจริงมากยิ่งขึ้นและนักแสดงเข้าถึงอารมณ์ในบทบาทได้มากกว่า

#1917 #หนัง Long Take #หนังสงคราม #หนังรางวัล

ตำนานภาพยนตร์มาเฟีย

ตั้งแต่ปลายคริสศตวรรษที่ 19 มีชาวอิตาเลียนอพยพมาจากเกาะซิซิลีและมาสร้างครอบครัวมาเฟียในประเทศสหรัฐอเมริกาหลายครอบครัว เด็กชายวีโต้ คอลิโอเน่เป็นหนึ่งในผู้อพยพที่หนีการตามฆ่าจากมาเฟียท้องถิ่นมา และเขาก็ได้สร้างตระกูลคอลิโอเน่หนึ่งในตำนานตระกูลมาเฟียที่ทรงอิทธิพลที่สุดในสหรัฐอเมริกา

ปี 1945 ดอนวีโต้ คอลิโอเน่ หัวหน้าครอบครัวมาเฟียผู้ทรงอิทธิพลได้จัดงานแต่งงานให้คอนนี่ลูกสาวคนเล็กของเขา ในงานนี้มีซอนนี่บุตรชายคนโตและเฟรดดี้บุตรชายคนที่สองดูแลความเรียบร้อยอยู่ในงาน ไมเคิล คอลิโอเน่ บุตรชายคนที่สามซึ่งเพิ่งกลับจากการรบในสงครามโลกครั้งที่ 2 พาเคย์ อดัม แฟนของเขามาร่วมในงานนี้ด้วย ต่อมาโซลอสโซ่เจ้าพ่อยาเสพติดซึ่งร่วมมือกับบรูโน่ ตาตาเลียลูกชายของมาเฟียใหญ่หนึ่งในห้าตระกูลที่ทรงอิทธิพลมาขอเจรจากับดอนวีโต้เพื่อขอการสนับสนุนจากนักการเมืองของดอนวีโต้ เขาเสนอตัวดูแลธุรกิจยาเสพติดในนิวยอร์คให้ แต่ดอนวีโต้ปฏิเสธ วันหนึ่งขณะกำลังเดินกลับมาที่รถเขาก็ถูกยิงห้านัดโดยคนของโซลอสโช่และตาตาเลีย แต่ดอนวีโต้ยังไม่ตายและถูกส่งไปโรงพยาบาล 

ระหว่างที่พ่อรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลซอนนี่จึงขึ้นมานำครอบครัวแทน ซอนนี่ส่งคนไปฆ่าบรูโนลูกชายของตาตาเลียและเตรียมเปิดศึกมาเฟียครั้งใหญ่ ไมเคิลรับอาสาที่จะจัดการกับโซลอสโซ่ เขาเอาปืนไปซ่อนในห้องน้ำในภัตตาคารที่โซรอสโช่และแม็คคัสกี้ตำรวจคนสนิทนัดเจรจากับ  ไมเคิล ในระหว่างการเจรจาไมเคิลขอตัวไปเข้าห้องน้ำเขาออกมาพร้อมกับปืนที่ซ่อนไว้ เขานั่งลงฟังโซลอสโซพูดสักพักหนึ่ง แล้วไมเคิลก็ตัดสินใจลุกขึ้นมายิงโซรอสโซ่และแม็คคัสกี้ที่หัวคนละสองนัด พอยิงเสร็จไมเคิลก็รีบเดินออกมาจากร้านและทิ้งปืน

หลังเกิดเหตุไมเคิลหนีไปอยู่ทีซิซิลี มาเฟียทั้งห้าตระกูลเปิดศึกกันมีสมาชิกในแก๊งเสียชีวิตมากมายตำรวจเข้ามาปราบปราม ดอนวีโต้เริ่มมีอาการดีขึ้นและพร้อมที่จะกลับบ้านได้ เขาถามหา  ไมเคิลทันทีทีฟื้น ขณะที่ไมเคิลไปอยู่ที่ซิซิลีก็ได้พบกับหญิงสาวชาวซิซิลีชื่ออพอลโลเนีย ไมเคิลขอเธอแต่งงาน แต่ศัตรูก็รู้จนได้ว่าไมเคิลอยู่ที่นี่จึงส่งคนไปฆ่าไมเคิลโดยวางระเบิดที่หลังรถแต่อพอลโลเนียต้องมารับเคราะห์แทน

วันหนึ่งคาร์โลสามีของคอนนี่ซึ่งทรยศต่อครอบครัวคอลิโอเน่ทำร้ายคอนนี่ภรรยา เพื่อล่อซอนนี่ออกมาจากบ้าน ซอนนี่โมโหมากและออกจากบ้านมาเพื่อจะเล่นงานคาร์โล ขณะที่ขับรถมาที่ด่านเก็บเงินซอนนี่ก็ถูกสล่มด้วยปืนกลจนเสียชีวิต เมื่อดอนวีโต้ออกจากโรงพยาบาลเขาจึงขอนัดประชุมกับมาเฟียทั้งห้าตระกูลซึ่งขณะนี้มีดอนบาสซินี่ขึ้นมาเป็นผู้นำโดยดอนวีโต้ขอสงบศึกเพราะไม่อยากให้มีการเสียเลือดเนื้ออีกต่อไป และขอให้ลูกชายได้กลับมาบ้านโดยปลอดภัย โดยยอมให้มีการค้ายาเสพติดและจะให้ผู้พิพากษาและนักการเมืองคุ้มครองธุรกิจให้ ไมเคิลจึงได้กลับมาบ้านและพบกับเคย์ ไมเคิลขอเธอแต่งงานโดยสัญญาว่าภายใน 5 ปีธุรกิจของตระกูล    คอลิโอเน่จะสะอาดทั้งหมด

ดอนวีโต้วางมือจากธุรกิจและให้ไมเคิลขึ้นมาเป็นหัวหน้าครอบครัวมาเฟียคอลิโอเน่ เฟรดดี้ถูกส่งไปทำงานที่ลาสเวกัสกับโม กรีน ไมเคิลวางแผนที่จะย้ายครอบครัวจากนิวยอร์คไปที่เนวาด้าและเดินทางไปเจรจากับโม กรีนที่ลาสเวกัสเพื่อขอซื้อสถานคาสิโน แต่โม กรีนซึ่งหันไปอยู่ข้างเดียวกับบาสซินี่ปฏิเสธ เฟรดดี้เองก็เอนเอียงไปเข้ากับโม กรีน ทำให้ไมเคิลคาใจกับพฤติกรรมของพี่ชาย เมื่อกลับมาที่บ้านไมเคิลมาปรึกษากับพ่อ ดอนวีโต้บอกกับไมเคิลว่าอยากเห็นอนาคตของเขาเป็นวุฒิสมาชิกจะได้เป็นคนชักใยอยู่บื้องหลัง และเตือนไมเคิลว่าบาสซินีจะนัดประชุมอีกครั้งและจะสั่งฆ่าไมเคิลในที่ประชุม ในที่สุดดอนวีโต้ก็เสียชีวิตจากหัวใจวายขณะเล่นกับหลานชาย

เมื่อถึงพิธีรับศีลของหลานชาย ไมเคิลสั่งคนของเขาฆ่า เบสซินี่ ตาตาเนีย โม กรีน รวมทั้งหัวหน้าครอบครัวมาเฟียทุกตระกูล  เมื่อล้างบางศัตรูทั้งหมดแล้ว ดอนไมเคิล คอลิโอเน่ขึ้นมาเป็นหัวหน้าครอบครัวมาเฟียคอลิโอเน่อย่างเต็มตัว และเริ่มต้นสร้างตำนานบทต่อไปหลังจากหมดสมัยของดอนวีโต คอลิโอเน่พ่อของเขา

เดอะก็อดฟาเธอร์เป็นภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นในปี 1972 จากบทประพันธ์ของมาริโอ ปูโซ่ กำกับการแสดงโดยฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปล่า นำแสดงโดย มาลอน แบรนโด เป็นดอนวีโต้ คอลิโอเน่, อัล ปาชิโน เป็นไมเคิล คอลิโอเน่, เจมส์ คานน์เป็นซอนนี่ คอลิโอเน่, ไดแอน คีตันเป็นเคย์ อดัม ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมอะคาเดมี่ ปี 1972   มาลอน แบรนโด ได้รับรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเสมือนตำนานของภาพยนตร์มาเฟียและเป็นต้นแบบของภาพยนตร์แนวนี้ที่มีการสร้างออกมาอย่างต่อเนื่อง

เครดิตภาพ Lovedesigner, Mendetails

#ภาพยนตร์มาเฟีย #หนังมาเฟียในตำนาน #ก่อนตายต้องดู