• Home
  • Archive by category "ก่อนตายต้องได้ดู!"

รีวิวหนัง Pulp Fiction

หนังจากยอดผู้กำกับหนังดี ที่การทำหนังของเขาออกมาแต่ละเรื่องล้วนแล้วแต่สร้างความฮือฮา ทั้งคำชื่นชม และ ด้านความบันเทิง เควนติน ทาลันติโน สร้างหนังเรื่องนี้ออกมาในปี 1994 เป็นปีที่เรียกได้ว่าการแข่งขันในด้านของหนังคุณภาพนั้นสูงมากๆ โดยในปีนั้นมีหนังที่ออกฉายมาพร้อมๆกัน อย่าง Forest Gump , Shawshank Redemption และ The Lion king ซึ่งแต่ละเรื่องทุกคนน่าจะรู้จักกันดีในด้านของคุณภาพของหนัง แต่แม้ว่าหนังเรื่อง Pulp Fiction จะไม่สามารถเข้าไปต่อกรในเวทีรางวัลต่างๆเพื่อคว้ารางวัลได้ แต่ก็ได้รับการยอมรับจากนักวิจารณ์มากมายในแง่บวก และนั่นก็ส่งผลให้ผู้กำกับอย่าง เควนติน ทาลันติโน กลายเป็นที่ยอมรับขึ้นมาอย่างรวดเร็ว แม้ว่าหนังเรื่องนี้จะออกมากว่า 20 กว่าปี แล้ว แต่ก็ต้องบอกว่าเป็นหนังที่ไม่เก่าเลย ทั้งเนื้อเรื่อง และ การนำเสนอของหนัง งานด้านภาพความพิถีพิถัน และการแสดงที่เรียกได้ว่าขึ้นหิ้งของเหล่านักแสดง ที่ผมชอบที่สุดในหนังก็ต้องยกให้ในส่วนของการแสดงเลยครับ คือดีงามพระราม9 มาก ๆ ซึ่งยอมรับเลยว่า มันทำให้นึกถึงหนังในยุคนี้ที่ทำออกมานั้นไม่มีเสน่ห์ได้เหมือนกับหนังเก่าๆเลย

ขอบคุณรูปภาพปกจาก indiewire.com

เนื้อเรื่องของหนัง Pulp Fiction

Pulp Fiction เป็นหนังที่นำเสนอเรื่องราว 3 เรื่องราวในหนังเรื่องเดียว เหมือนเราได้ดูหนังแยกย่อยในหนังเรื่องเดียวที่มีความต่อเนื่องกัน โดยผ่านตัวละคร วินเซนต์ รับบทโดย จอห์น ทราโวต้า ซึ่งรับบทเป็นนักฆ่า ซึ่งมีคู่หูคือ จูลล์ รับบทโดย แซมมัวแอล แจ็คสัน โดยทั้งคู่รับหน้าที่ในการตามงานที่ได้รับหมอบหมาย ไม่ว่าจะเอาของที่ถูกขโมยไปคืนมา หรือ ตามเก็บคน และแม้กระทั่ง การดูแลเมียของหัวหน้า ซึ่งเรื่องราวมันช่างอิรุงตุงนังซะเหลือเกิน และจุดจบของพวกเขาจะเป็นอย่างไรนั้นก็ต้องไปติดตามกันในหนังครับ

วิดีโอตัวอย่างหนัง :

สิ่งที่ได้จากหนังเรื่อง Pulp Fiction

Pulp Fiction ทำให้เราได้รู้เกี่ยวกับเรื่องของความเชื่อ และบวกรวมเข้ากับเรื่องของความเชื่อทางศาสนา พระเจ้ามอบชีวิตให้กับเรา แต่เราเองที่ไม่ทำให้มันดี และพระเจ้าจะให้โอกาสเรา และเราต้องเลือกว่าจะหันกลับมาเดินไปในทางที่ดีหรือจะเลือกเดินในทางที่เลว หนังสอนให้เราได้เข้าใจในตรงจุดนี้อย่างแยบยล มันทำให้เราได้รู้ว่า คนที่ไม่ดีก็ใช่ว่าจะมีจิตใจไม่ดีเสมอไป ทุกอย่างอยู่ที่เราแล้วและก่อนมันจะสายไปจะมีคำเตือนมาเสมอ

ขอบคุณรูปภาพจาก juanvilar.com

#อย่าตายถ้ายังไม่ดู #Pulp Fiction #สุดยอดหนังต้องดู

รีวิวหนัง once upon a time in hollywood

หนังเรื่องนี้กำกับโดยผู้กำกับ ยอดฝีมืออีกหนึ่งคน ในวงการหนัง เขาคือ เควนติน ทารันติโน ก็ต้องบอกเลยว่าหนังที่เขาสร้างแต่ละเรื่องไม่เคยทำให้ผิดหวัง และการตีความในมุมมองของหนังเรื่องนี้ once upon a time in Hollywood เขาสามารถถ่ายทอดความงดงามของฮอลลีวูดในยุคนั้นออกมาให้เราผู้ชมที่ไม่เคยรู้ ได้ย้อนวันเวลาไปชมความน่าพิศมัยว่ากาลครั้งหนึ่งในฮอลลีวูดมันสวยงามแค่ไหน แล้วคุณจะประทำใจกับหนังเรื่องนี้ครับ ห้ามพลาดโดยเด็ดขาด

เนื่อเรื่องของหนัง once upon a time in hollywood

หนังที่จะพาเราย้อนยุคไปชมบรรยากาศของฮอลลีวูด ในปี 1969 ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นปีที่สิ้นสุดของยุคฮิปปี้ และเป็นปีที่มีเรื่องราวเหตุสะเทือนขวัญเกิดขึ้นในวงการหนังฮอลลีวูด โดยเรื่องนี้มีการอิงมาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง เมื่อ ชาร์ลส์ แมนสัน ซาตานในคราบฮิปปี้ ได้ตั้งลัทธิขึ้นที่มีความคิดเหยียดสีผิว และความคิดของเขาคือการตั้งใจก่อเหตุฆาตกรรมเพื่อโยนความผิดให้กับคนผิวดำ ในคืนหนึ่งกลุ่มของเขาได้ก่อเหตุการณ์สะเทือนขวัญขึ้น โดยการบุกเข้าไปที่บ้านพักของผู้กำกับหนังชื่อดัง และสังหารภรรยาของเขา ซึ่งเป็นดาราฮอลลีวูดและเธอกำลังตั้งครรค์ได้ 8 เดือน พร้อมกับเพื่อน ๆ ของเธอ อีก 4 คน อย่างโหดเหี้ยม

นักแสดงของหนังเรื่อง once upon a time in Hollywood

หนังเรื่องนี้นำแสดงโดย ลีโอนาร์โด ดิคราปริโอ และแบรด พิตต์ ร่วมด้วย อัล ปาชิโน , เคิร์ต รัสเซลล์ และอีกมากมาย เป็นหนังที่รวมอาดารามากฝีมือมาไว้ในหนังเรื่องนี้ และแต่ละคนชื่อชั้นไม่ต้องพูดถึง การันตีด้วยรางวัลต่าง ๆ มากมาย ทั้งออสการ์ และลูกโลกทองคำ ท่านจะได้รับชมการแสดงที่เรียกได้ว่าสมบทบาท และเพลิดเพลินไปกับตัวละครที่เขาได้รับบทบาท จนเราเชื่อว่าตัวละครนั้นมีตัวตนอยู่จริง

โดยในเรื่อง ลีโอนาร์โด ดิคราปริโอ รับบทเป็นนักแสดงฮอลลีวูดผู้มีชื่อเสียง โดยมี แบรด พิตต์ รับบทเป็นบอดีการ์ดประจำตัวของเขา และทั้งสองคนก็เป็นตัวดำเนินเรื่องที่จะพาให้เรา เดินทางย้อนเวลาเพื่อรับรู้กับเหตุการณ์ ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในฮอลลีวูด ในปี 1969 ว่ามีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้นบ้าง ทั้งการมีชื่อเสียงโด่งดังของ บรูซ ลี ยุคของผู้กำกับหนังชื่อดัง โรมัน โปรันสกี และ เหตุการณ์สะเทือนขวัญ ที่เกิดขึ้นกับดาราหนัง ชาลอน เทต ที่บทสรุปของหนัง จะจบลงอย่างไร  once upon a time in Hollywood คือคำตอบครับ

รีวิวหนัง once upon a time in hollywood

หนังเรื่องนี้กำกับโดยผู้กำกับ ยอดฝีมืออีกหนึ่งคน ในวงการหนัง เขาคือ เควนติน ทารันติโน ก็ต้องบอกเลยว่าหนังที่เขาสร้างแต่ละเรื่องไม่เคยทำให้ผิดหวัง และการตีความในมุมมองของหนังเรื่องนี้ once upon a time in Hollywood เขาสามารถถ่ายทอดความงดงามของฮอลลีวูดในยุคนั้นออกมาให้เราผู้ชมที่ไม่เคยรู้ ได้ย้อนวันเวลาไปชมความน่าพิศมัยว่ากาลครั้งหนึ่งในฮอลลีวูดมันสวยงามแค่ไหน แล้วคุณจะประทำใจกับหนังเรื่องนี้ครับ ห้ามพลาดโดยเด็ดขาด

เนื่อเรื่องของหนัง once upon a time in hollywood

หนังที่จะพาเราย้อนยุคไปชมบรรยากาศของฮอลลีวูด ในปี 1969 ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นปีที่สิ้นสุดของยุคฮิปปี้ และเป็นปีที่มีเรื่องราวเหตุสะเทือนขวัญเกิดขึ้นในวงการหนังฮอลลีวูด โดยเรื่องนี้มีการอิงมาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง เมื่อ ชาร์ลส์ แมนสัน ซาตานในคราบฮิปปี้ ได้ตั้งลัทธิขึ้นที่มีความคิดเหยียดสีผิว และความคิดของเขาคือการตั้งใจก่อเหตุฆาตกรรมเพื่อโยนความผิดให้กับคนผิวดำ ในคืนหนึ่งกลุ่มของเขาได้ก่อเหตุการณ์สะเทือนขวัญขึ้น โดยการบุกเข้าไปที่บ้านพักของผู้กำกับหนังชื่อดัง และสังหารภรรยาของเขา ซึ่งเป็นดาราฮอลลีวูดและเธอกำลังตั้งครรค์ได้ 8 เดือน พร้อมกับเพื่อน ๆ ของเธอ อีก 4 คน อย่างโหดเหี้ยม

นักแสดงของหนังเรื่อง once upon a time in Hollywood

หนังเรื่องนี้นำแสดงโดย ลีโอนาร์โด ดิคราปริโอ และแบรด พิตต์ ร่วมด้วย อัล ปาชิโน , เคิร์ต รัสเซลล์ และอีกมากมาย เป็นหนังที่รวมอาดารามากฝีมือมาไว้ในหนังเรื่องนี้ และแต่ละคนชื่อชั้นไม่ต้องพูดถึง การันตีด้วยรางวัลต่าง ๆ มากมาย ทั้งออสการ์ และลูกโลกทองคำ ท่านจะได้รับชมการแสดงที่เรียกได้ว่าสมบทบาท และเพลิดเพลินไปกับตัวละครที่เขาได้รับบทบาท จนเราเชื่อว่าตัวละครนั้นมีตัวตนอยู่จริง

โดยในเรื่อง ลีโอนาร์โด ดิคราปริโอ รับบทเป็นนักแสดงฮอลลีวูดผู้มีชื่อเสียง โดยมี แบรด พิตต์ รับบทเป็นบอดีการ์ดประจำตัวของเขา และทั้งสองคนก็เป็นตัวดำเนินเรื่องที่จะพาให้เรา เดินทางย้อนเวลาเพื่อรับรู้กับเหตุการณ์ ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในฮอลลีวูด ในปี 1969 ว่ามีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้นบ้าง ทั้งการมีชื่อเสียงโด่งดังของ บรูซ ลี ยุคของผู้กำกับหนังชื่อดัง โรมัน โปรันสกี และ เหตุการณ์สะเทือนขวัญ ที่เกิดขึ้นกับดาราหนัง ชาลอน เทต ที่บทสรุปของหนัง จะจบลงอย่างไร  once upon a time in Hollywood คือคำตอบครับ

#once upon a time in Hollywood #รีวิวหนังฮอลลีวูด #หนังดังหนังดี

รีวิวหนัง Dukhtar ภาพยนตร์เสียดสีเรื่องสิทธิสตรีได้ดีที่สุด

ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบดูภาพยนตร์ที่เกี่ยวข้องกับการเสียดสีสังคม คุณสามารถหาดูได้ทั่วไป เพราะปัจจุบันมีหลายประเทศที่ทำภาพยนตร์แนวเสียดสีสังคมออกมาอย่างมากมาย ทั้งเรื่องสิทธิสตรี LGBT ปัญหาเรื่องการบูลลี่ ปัญหาสีผิใ ปัญหาเรื่องเชื้อชาติ ฯลฯ ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับปัญหาสังคมของแต่ละประเทศที่ต้องการจะถ่ายทอดออกมาผ่านภาพยนตร์ ยิ่งถ้าประเทศที่ผลิตภาพยนตร์นั้น ๆ เป็นประเทศที่ประสบปัญหาอย่างแม้จริง จะยิ่งทำให้ตัวของหนังมีความสมจริงมากขึ้น อย่างเรื่องที่เราจะมารีวิววันนี้ก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสิทธิสตรีโดยตรง มีชื่อเรื่องว่า Dukhtar นั่นเอง

ขอบคุณเครดิตภาพปกจาก  pri

เรื่องย่อ Dukhtar

Dukhtar เป็นภาพยนตร์สัญชาติปากีสถานที่เข้าฉายใน Netflix ว่าด้วยเรื่องราวของสองแม่ลูกที่ถูกไล่ล่าเพราะหนีพิธีคลุมถุงชน อัลล่า ราคี คนเป็นแม่ที่ต้องพาลูกสาววัย 14 ปี หนีพิธีคลุมถุงชนกับเจ้าบ่าวที่อายุราวพ่อ เธอทำใจไม่ได้ที่จะเห็นลูกสาวแต่งงานกับชายแก่ที่เป็นผู้มีอิทธิพลในพื้นที่เพราะไม่อยากให้อนาคตลูกสาวซ้ำรอยกับต้น ตนพยายามพาลูกสาวหนีไปบ้านเกิดของเธอที่เธอไม่เคยได้กลับไปเลยตั้งแต่แต่งงาน

แต่ว่าการหนีครั้งนี้ไม่ใช่เรื่อง่าย เพราะแทบทุกตารางนิ้วของพื้นที่เต็มไปด้วยอิทธิพลของจอร์แซร์ ข่าน คนที่ลูกสาวของเธอต้องแต่งงานด้วย แต่ด้วยความบังเอิญ เธอได้รับความช่วยเหลือของโซฮาล คนขับรถบรรทุกหนุ่มรูปงามที่พบโดยบังเอิญ ทำให้จับพลัดจับพลู เขาต้องจำใจช่วยเธอกับลูกให้พ้นจากเงื้อมือของจอร์แซ ข่าน เพื่อพาสองแม่ลูกไปส่งให้ถึงที่หมายอย่างปลอดภัย

Dukhar หนังที่เสียดสีความเหลื่อมล้ำของผู้หญิงได้อย่างเจ็บแสบ

ประเด็นหลักของภาพยนตร์เรื่องนี้คือประเด็นที่ต้องการเสียดสีเรื่องของสตรีในประเทศแถบตะวันออกกลาง ที่มีความเหลื่อมล้ำทางเพศสูง โดยเฉพาะเพศหญิงที่ต้องเปรียบเหมือนช้างเท้าหลังของสามี ผู้หญิงต้องแต่งงานตั้งแต่อายุยังน้อยด้วยวิธีการคลุมถุงชน พอหลังจากแต่งงานฝ่ายชายาจะเป็นใหญ่สุดในบ้าน ภรรยาแทบไม่มีสิทธิ์ ไม่มีเสียงในการแสดงความคิดเห็นอะไรเลย อย่างในภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ตัวของราคีถูกจับแต่งงานตั้งแต่อายุ 15 หลังจากแต่งงานเธอต้องย้ายมาอยู่ในเมืองของสามี เธอไม่มีโอกาสได้กลับไปเยี่ยมแม่ที่บ้านเกิดอีกเลย และเธอก็ไม่มีสิทธิ์ ไม่มีเสียงในการแสดงความคิดเห็นกับสามี แม้กระทั่งเรื่องที่ลูกเธอถูกบังคับให้แต่งงานกับชายชราอายุคราวพ่อ เธอก็ไม่สามารถคัดค้านสามีได้ นั่นทำให้เธอตัดสินใจพาลูกสาวหนี และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดของภาพยนตร์เรื่องนี้

คะแนนรีวิว 10/10

ขอบคุณเครดิตภาพจาก  rababistan official

#Dukhar #รีวิวหนังน่าดู #หนังเสียดสีสังคม

แนะนำหนังดีเรื่อง The godfather


            อีกหนึ่งภาพยนตร์ชื่อดังระดับตำนานกับ The godfather ที่ถึงแม้จะถูกฉายออกมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว แต่ความสนุกของภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ยังคงถูกพูดถึงอยู่เสมอ เพราะไม่ใช่แค่เนื้อเรื่องที่สนุกและเต็มไปด้วยความตื่นเต้น แต่ยังมีองค์ประกอบอื่น ๆ ที่ช่วยทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพ อย่างการได้นักแสดงนำอย่าง “มาร์ลอน แบรนโด” มารับบทเจ้าพ่อมาเฟียสุดโหด ก็เรียกกระแสตอบรับจากแฟน ๆ ได้เป็นอย่างดี

เรื่องย่อของภาพยนตร์เรื่อง The godfather


            เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วงหลังสงคราม ซึ่งในตอนนั้นเต็มไปด้วยการคอรัปชั่นมากมาย “วีโต คอร์เลโอเน” เจ้าพ่อมาเฟียที่ได้รับสมญานามว่า “ก็อดฟาเธอร์” โดยเขามีลูกชายบุญธรรมสองคน ได้แก่ “ทอม เฮเกน” ที่รับหน้าที่เป็นทนายประจำตัวของวีโต และ “จอห์นนี่ ฟอนเทน” ที่มีความใฝ่ฝันอยากจะเป็นนักแสดง วีโตที่อยากให้ลูกชายสมหวังก็ได้วานให้ทอมจัดการทุกอย่างให้ ซึ่งเมื่อภารกิจเสร็จสิ้นไป วีโตก็ได้รับคำเชิญจากพ่อค้ายารายใหญ่อย่าง “ซอลอสโซ่” ที่อยากจะขอความร่วมมือจากวีโต แต่วีโตเองก็เป็นมาเฟียที่มีตำรวจหนุนหลัง หากเขาเข้าร่วมมือกับซอลอสโซ่ เขาก็จะเสียกำลังตำรวจไป ทำให้วีโตเลือกที่จะปฏิเสธ และเกิดเป็นความวุ่นวายตามมา การตามล่าล้างแค้นระหว่างผู้มีอิทธิพล การทรยศหักหลังที่มาพร้อมกับความสัมพันธ์ที่ยากจะหลีกเลี่ยง นี่คือช่วงเวลาแห่งความรุ่งเรืองของยุคมาเฟียและกำลังดำดิ่งลงสู่จุดต่ำสุดอย่างฉุดไม่อยู่

สิ่งที่น่าสนใจในภาพยนตร์เรื่อง The godfather

            สิ่งที่น่าสนใจภายในภาพยนตร์เรื่อง The godfather ก็คือการสร้างตัวละครภายในเรื่อง ที่ทำให้รู้สึกดูแล้วเชื่อว่าพวกเขาคือเหล่าผู้มีอิทธิพลจริง ๆ ทำให้เข้าถึงบรรยากาศความตึงเครียดและความมีอำนาจบางอย่างได้เป็นอย่างดี สำหรับใครที่ชื่นชอบภาพยนตร์ที่หักเหลี่ยมกันไปมา หลอกลวงแบบแผนซ้อนแผน แก้เผ็ดกันแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน คงจะรู้สึกชื่นชอบภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นพิเศษ เพราะการแสดงที่เต็มไปด้วยการเจรจาเชือดเฉือน หรือการโจมตีกันและกันระหว่างเหล่าผู้มีอิทธิพล ต่างก็ทำออกมาได้อย่างสมจริง ทำให้ความสนุกตื่นเต้นของภาพยนตร์เรื่องนี้สูงมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังได้รวบรวมนักแสดงมากฝีมือมาประชันบทบาทกันอย่างได้อรรถรสอีกด้วย

            The godfather เป็นภาพยนตร์ที่ควรค่าแก่การรับชมสักครั้ง ด้วยรางวัลการันตีความดีงามของภาพยนตร์เรื่องนี้ บวกกับกระแสตอบรับจากแฟน ๆ ที่มีการพูดถึงกันในแง่บวกเป็นหลัก พร้อมกับการให้คำวิจารณ์จากผู้เชี่ยวชาญถึงความมีคุณภาพคับแก้ว ดังนั้นจึงไม่ควรพลาดกับภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นอันขาด

วิดีโอตัวอย่าง :

#The godfather #The godfatherตำนาน #ต้องดูก่อนตาย

I AM SAM

เรื่องราวของชายผู้มีอายุสมองเท่าดับเด็ก 7 ขวบ ที่ต้องดูแลลูกสาว ผลงานการกำกับของ เจสซี่ เนลสัน ผู้กำกับที่สร้างชื่อจากหนังสั้นดราม่าเรื่อง To the Moon,Alice ในปี 1994 จนกระทั่งในปี 2001 เจสซี่ เนลสันได้ปล่อยผลงานสุดดราม่าทางถนัดของเขา I am Sam ซึ่งได้คะแนนจาก IMDB ไป 7.7 คะแนน และได้คะแนนฝั่งนักวิจารย์ 35% ฝั่งคนดูธรรมดา 87% จาก Rotten Tomatoes ดดยภาพยนตร์เรื่อง I am Sam มีทุนสร้างที่ 22 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทำรายได้ทั่วโลกไป 97 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

เรื่องย่อ I am Sam

เป็นภาพยนตร์ดราม่าเข้มข้นมากถึงมากที่สุดที่สามารถทำให้ทุกคนเสียน้ำตาได้อย่างไม่ยากเย็น โดยผ่านการเเสดงของ ณอน เพนน์ มิเชล ไฟเฟอร์ ดาโกตา แฟนนิ่ง ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองดีดีมาก ฌอน เพนน์ในบทบาทของ Sam ชายผู้มีอายุสมองเท่ากับเด็ก 7 ขวบที่ดูแลลูกสาวของเขา Lucy in the sky with diamond ชื่อที่ได้แรงบันดาลใจมีจากเพลงของ The beatles ที่ Sam ชื่นชอบ Sam ต้องดูแล Lucy พร้อมกับทำงานที่ร้านขายอาหาร เนื่องจาก Sam มีอายุสมองเท่ากับเด็ก 7 ขวบ เขาไม่สามารถคิดอะไรที่ซับซ้อนได้ Sam จะมีกิจวัตรประจำวันที่ทำอย่างสม่ำเสมอคล้ายกับโปรแกรมของหุ่นยนต์ เมื่อเด็กน้อย Lucy เติบโตขึ้น กับการที่มีพ่อเป็นคนไม่ปกติ คนรอบข้างล้วนมีคำถามกับความสามารถในการเป็นพ่อของ Sam จนกระทั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาพรากสิทธิ์การเลี้ยงดูเด็กน้อย Lucy ไปจาก Sam ชายผู้ที่มีปํญญาเท่าเด็ก 7 ขวบ จำเป็นต้องสู้กับศาลเพื่อเเย่งสิทธิ์ในการดูแล Lucy คืนมา

I am Sam ภาพยนตร์ Coming of age ที่จะพาเติบโตไปพร้อมตัวละคร

ในส่วนของเนื้อเรื่องเราจะได้เห็นการเติบโตของ Sam และ Lucy ไปพร้อมๆกัน ตัวภาพยนตร์มีความเป็นดราม่า ผสมการก้าวผ่านเวลาหรือที่เรียกว่า Coming of age เนื้อเรื่องค่อยๆไล่ระดับไปเรื่อยๆสะสมพลังให้ผู้ชมสามารถเข้าถึงตัวละคร Sam และ Lucy ได้อย่างไม่ยากเย็น การเล่าเรื่องไม่ได้มีความสลับซับซ้อน เป็นภาพยนตร์ที่ดูง่ายร้องไห้ไว ซึ่งเป็นแนวทางที่ง่ายจะทำแต่ยากที่จะดี ต้องชมความฉลาดของผู้กำกับที่เลือกจะเล่าเรื่องที่น่าสนใจและยังสะท้อนภาพของไม่สมบูรณ์แบบของมนุษย์ ทำให้การสะสมพลังผ่านการเล่าไปเรื่อยๆทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในด้านการแสดงเนื่องจากเป็นภาพยนตร์ดราม่าที่ใช้นักแสดงน้อยมาก การแสดงจึงแทบหาตำหนิไม่ได้นอกจากบทตัวประกอบบางบทที่ทำได้ไม่ถึงระดับของตัวเอง ไม่ใช่การแสดงของตัวประกอบคนนั้นไม่ได้มาตรฐาน แต่เพราะตัวเอกเก่งเกินไปจนทำให้การแสดงของตัวประกอบเหล่านั้นดูไม่เป็นธรรมชาติไปบ้าง ซึ่งไม่ถือเป็นสาระสำคัญ เพราะการส่งพลังของนักแสดงหลักยังคงทำหน้าที่ได้ดีมากจนสามารถมองข้ามความผิดพลาดเล็กๆน้อยของตัวละครบางตัวไปได้อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ

I am Sam เป็นภาพยนตร์ระดับขึ้นหิ้งเรื่องหนึ่งที่จะบอกกับคุณว่าชีวิตมันไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบคุณก็สามารถมีความสุขได้ เป็นอีกภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยประโยคที่ทรงพลัง เป็นภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยกำลังใจ เป็นภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยน้ำตา เป็นภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม เป็นภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยความสุขทั้งของผู้กำกับและผู้ชม

วิดีโอตัวอย่าง :

ขอบคุณรูปภาพ

รูปแรก (https://vocal.media/geeks/i-am-sam-a-movie-review)

รูปสอง (https://www.catdumb.com/movie-for-father-day-313/)

#I AM SAM #ภาพยนตร์ขึ้นหิ้ง #หนังดีต้องดู

The Revenant เมื่อความแค้นทำให้ยังมีชีวิต

            แม้ว่าความแค้นนั้นจะเป็นอารมณ์ไหนเนี่ยลบที่เราต่างก็ไม่อยากจะรู้สึก แต่เวลาที่มีใครมาทำให้เรารู้สึกเจ็บช้ำน้ำใจจนเกิดความรู้สึกแค้นขึ้นมา เคยสังเกตหรือไม่ว่ามันทำให้เรามีพลังในการทำบางสิ่งบางอย่างโดยที่เราไม่คาดคิดมาก่อน

ความแค้นนี่เองที่เป็นพลังทำให้ใช้ชื่อว่าฮิวจ์ สามารถเอาชีวิตรอดได้ท่ามกลางทุ่งหิมะในขณะที่บาดเจ็บสาหัสและถูกฝังทั้งเป็น เพราะกลุ่มของเขาได้ทำการสังหารลูกชายของเขาและทิ้งเขาเอาไว้ข้างหลังอย่างไม่ใยดี เรื่องราวนี้เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงและเคยได้รับตีพิมพ์เป็นหนังสืออัตชีวประวัติชีวิตในช่วงนั้นของเขา มันเต็มไปด้วยความเข้มข้นและน่าลุ้นระทึกจนมีการซื้อลิขสิทธิ์มาทำเป็นภาพยนตร์ และออกมาเป็นภาพยนตร์เรื่อง The Revenant

ภาพปกจาก : www.youtube.com/watch?v=QRfj1VCg16Y

เรื่องราวภายในภาพยนตร์เรื่อง The Revenant

https://chestnuthilllocal.com/stories/flix-the-revenant-is-a-testament-to-fantastic-filmmaking,13223

            The Revenant เล่าถึงเรื่องราวของชายวัยกลางคนชาวฟิลาเดลเฟียที่มีชื่อว่าฮิวจ์ เขาและลูกชายนั้นได้เดินทางเข้าร่วมกับกลุ่มสำรวจเพื่อเดินทางไปยังแถบแม่น้ำมิสซิสซิปปีเพื่อทำการสำรวจพื้นที่ แต่ในระหว่างที่ทุกคนกำลังเดินทางอยู่นั้นชายผู้นี้กลับถูกหมีกริซลี่เข้าโจมตีจนทำให้เขาได้รับบาดเจ็บสาหัสปางตาย การเดินทางจึงเต็มไปด้วยความยากลำบากและเขานั้นกลายสถานะเป็นตัวถ่วงของทีม

ท่ามกลางสภาพอากาศที่เลวร้ายและอยู่ไกลจากหมู่บ้านทำให้หนึ่งในกลุ่มที่เดิมทีเคยเป็นอาชญากรมาก่อนมองว่าเขาคงไม่รอด จึงได้ทำการฆ่าปิดปากลูกชายของเขาและฝังตัวเขาไว้ใต้พื้นหิมะก่อนจะเดินทางกันต่อ แต่ดูเหมือนว่าความแค้นจะสุมไฟของเขาจนละลายหิมะที่กบรักเขาจนหมดสิ้นทำให้เขาสามารถกลับมามีชีวิตได้อีกครั้ง เขาจึงได้เดินทางออกตามหาและไล่ล่ากลุ่มคนที่ปลิดชีวิตลูกชายของเขาและยังทิ้งเขาที่บาดเจ็บปางตายเอาไว้ข้างหลังอย่างหน้าไม่อายเพื่อแก้แค้น

รางวัลออสการ์ของลีโอนาโด ดิคาปริโอกับภาพยนตร์เรื่อง The Revenant

chestnuthilllocal.com/stories/flix-the-revenant-is-a-testament-to-fantastic

            The Revenant เป็นภาพยนตร์ที่มีกระแสเป็นที่พูดถึงตั้งแต่ช่วงถ่ายทำเพราะทางผู้กำกับนั้นใช้เทคนิคการถ่ายทำแบบไม่จัดแสง ทำให้การถ่ายทำเป็นไปด้วยความยากลำบากเนื่องจากจำเป็นต้องใช้แสงธรรมชาติเท่านั้น

ไม่เพียงเท่านั้นพวกเขายังต้องเดินทางไปยาว 12 ประเทศในการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้และยังต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่โหดร้ายอีกด้วยแต่นักแสดงชายอามลีโอนาร์โด ดิคาปริโอก็สามารถทำออกมาได้เป็นอย่างดี ทำให้หลังจากชวดรางวัลออสการ์มานับครั้งไม่ถ้วนในที่สุดเขาก็ได้รับรางวัลออสการ์กับภาพยนตร์เรื่องนี้เสียที 

Link :

#The Revenant #ลีโอนาโด ดิคาปริโอ #หนังออสการ์แนะนำ

ภาพยนตร์ Call me by your name

เป็นหนังรักโรแมนติก รักร่วมเพศระหว่างชายหนุ่มสองคน คนหนึ่งเป็นชาวอเมริกัน ส่วนอีกคนเป็นชาวอิตาเลี่ยน ทั้งสองได้พบเจอกัน เนื่องจากชายหนุ่มชาวอเมริกัน ชื่อ โอลิเวอร์ เดินทางมาที่ประเทศอิตาลี เพื่อเรียนรู้เรื่องโบราณคดี และมาช่วยเหลือพ่อของ เอลิโอ เด็กหนุ่มชาวอิตาลี ในเรื่องของงานเอกสาร โดยทั้งสองค่อนข้างจะมีความแตกต่างในเรื่องวัฒนธรรมและการใช้ชีวิตประมาณหนึ่ง โดยตัวของเอลิโอในวัย 17 ปีนั้น ชอบที่จะออกไปเที่ยว ขี่จักรยาน เล่นวอลเล่ย์บอลริมชายหาด ว่ายน้ำ เล่นเปียโน แต่งเพลงในหน้าร้อน ตามภาษาของชาวอิตาลี ซึ่งโอลิเวอร์ ในวัย 24 ปีนั้น ก็พยายามปรับตัว ซึ่งในช่วงแรกนั้นก็ได้เอลิโอช่วยในการใช้ชีวิตเป็นอย่างมาก ทั้งคู่ได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันมากขึ้น จึงเป็นจุดเริ่มต้นในความสัมพันธ์ดีๆ ที่ตามมา

เครดิตภาพปกจาก : https://bingepost.com/call-me-by-your-name-sequel-will-see-timothee-chalamet-armie-hammer-return/86553/

โดยประโยค Call me by your name นั้น ได้สื่อไปถึงความสัมพันธ์ที่ชายหนุ่มสองคนมีความผูกพันซึ่งกันและกัน อยากเป็นของกันและกัน และด้วยการเรียกชื่อของตนแทนอีกฝ่ายนั้น สื่อถึงความอยากเป็นเจ้าของกันและกัน โดยการยกชื่อของตนเองให้คนที่ตนรักได้ใช้ นับเป็นประโยคที่สวยงามและทรงพลังมากเลยทีเดียว

แนวคิดการใช้ชีวิตจาก Call me by your name

เครดิตภาพจาก : https://www.bostonglobe.com/opinion/2018/01/25/call-your-name-dishonest-dangerous-film/I7urrCBxwZYrfPTT7eycdM/story.html

                  Call me by your name เป็นเหมือนบทกวีที่หลุดอออกมาจากในหนังสือ ทั้งบทสนทนา และภาพที่สวยราวกับเทพนิยายนั้น ทำให้ผู้ชมภาพยนตร์นั้น รู้สึกราวกับว่าอ่านหนังสือวรรณกรรมที่ดีที่สุดเล่มหนึ่งอยู่ และไม่เพียงแค่ภาพที่สวยงามเท่านั้น ความหมายและข้อคิด รวมไปถึงแนวทางในการใช้ชีวิตก็มีอยู่มากเช่นกัน

1. คำพูดเป็นเพียงแค่ลมปาก

ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น หรือได้ยินสิ่งใดมา การใช้วิจารณญาณและ

2. ประวัติศาสตร์ เป็นสิ่งที่ทำให้เราได้เรียนรู้ เพื่อเติบโต

เมืองทางเหนือของอิตาลี ซึ่งเป็นเมืองที่ได้มีการสร้างอนุสรณ์สถานไว้หลายแห่ง ซึ่งสถานที่เหล่านี้ ทำให้มนุษย์ได้ตระหนักว่า สิ่งที่เกิดนั้นได้ส่งผลอะไรบ้าง หากผิด ก็เป็นสิ่งเตือนสติให้เราไม่ทำสิ่งที่ไม่ดีซ้ำสอง

3. บทกวีเป็นสิ่งสวยงาม

แม้ชีวิตจะเป็นเช่นไร บทกวีก็สามารถเยียวยาสิ่งที่ติดค้างอยู่ในจิตใจของเราได้เสมอ บทกวีถ่ายทอดได้ถึงอารมณ์ และความรู้สึก ณ ขณะนั้น ทำให้เรารู้และเข้าใจซึ้งถึงการมีอยู่ของชีวิต

4. พ่อและแม่เป็นบุคคลที่จะคอยอยู่เคียงข้างเราตลอดไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น

ไม่ว่าจะทุกข์หรือจะสุข พ่อและแม่จะเป็นบุคคลที่คอยอยู่เคียงข้างเราเสมอ ดังนั้นอย่าละเลยในการปรนนิบัติดูแลท่านยามที่ยังมีโอกาส

5. ไม่มีสิ่งใดจีรังยั่งยืน ความรักก็เช่นกัน

รักในวัยรุ่นเป็นรักที่ไม่ควรให้ความคาดหวังมากเกินไป เพราะต่างคนต่างมีทัศนคติที่แตกต่างกัน ต้องอาศัยประสบการณ์และการปรับตัวเข้าหากันเป็นจุดตัดสินใจในการครองรักคู่กัน หรือแม้กระทั่งในวัยผู้ใหญ่ก็ตาม

6. ความรักไม่มีผิดมีถูก อยู่ที่ว่าถูกคนและถูกเวลาหรือไม่

ไม่ว่าจะเป็นรักข้ามเพศหรือรักในสถานะอะไรก็ตาม หากถูกที่ถูกเวลา จะไม่มีเหตุผลอะไรมาหยุดความรักนั้นได้เลย

 เครดิตภาพ : https://www.kqed.org/arts/13817260/call-me-by-your-name-luca-guadagnino

Call me by your name เป็นภาพยนตร์ที่ได้รางวัลออสการ์มากมาย ทั้งด้านการเขียนบท และภาพ ซึ่งได้รับการวิจารณ์ว่าเป็นภาพยนตร์ที่มีความสวยงามและทุกอย่างลงตัว ราวกับบทกวีที่ดีหนึ่งเล่มเลยทีเดียว

วิดีโอตัวอย่างหนัง :

Call Me By Your Name | Official Trailer HD (2017)

#Call me by your name #ภาพยนตร์ออสการ์ #หนังรางวัล

Hereditary ภาพยนตร์สยองขวัญที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม

ภาพยนตร์สยองขวัญนั้นมีให้รับชมเป็นจำนวนมากและออกมาถี่ เพราะมันเป็นแนวภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยม มีผู้รับชมหลายคนที่ชื่นชอบภาพยนตร์แนวสยองขวัญเนื่องจากมันทำให้เลือดลมสูบฉีดและมีแต่ความลุ้นระทึกน่าตื่นเต้นตลอดเวลาที่ได้รับชม ดังนั้นไม่ใช่ภาพยนตร์สยองขวัญทุกเรื่องที่จะประสบความสำเร็จ Hereditary เป็นหนึ่งในภาพยนตร์สยองขวัญที่สามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมและประสบความสำเร็จอย่างงดงาม จนมันได้รับการขนานนามว่าเป็นภาพยนตร์สยองขวัญที่สร้างความน่ากลัวได้มากที่สุดในปี 2018  ด้วยความสยองขวัญแบบจัดเต็มและเนื้อเรื่องที่เต็มไปด้วยความสลับซับซ้อนน่าติดตาม ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ที่คนรักภาพยนตร์สยองขวัญไม่ควรพลาด

ภาพปกจาก : pbs.twimg.com/media/EcCHzIPUwAQX0bO.jpg

เรื่องราวในภาพยนตร์เรื่อง Hereditary

https://m.media-amazon.com/images/M/MV5BNjYwZjkzZWEtYmFjNC00YzA5LTg2NzAtYWQyZmQxZTliNmRlXkEyXkFqcGdeQW1yb3NzZXI@._V1_CR106,0,1705,959_AL_UY268_CR29,0,477,268_AL_.jpg

            Hereditary ได้บอกเล่าถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในตระกูลเกรแฮม เมื่อผู้เป็นยายเสียชีวิตไปทุกคนนั้นได้จัดงานศพให้กับเธอเพื่อระลึกถึง ลูกสาวอย่างแอนนี่นั้นได้รับหน้าที่ในการกล่าวคำไว้อาลัยและงานก็ได้ผ่านไปได้ช่วยดี ทุกคนต่างกลับไปใช้ชีวิตกันตามปกติและพยายามที่จะก้าวผ่านความเศร้าไปให้ได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปแอนนี่ก็ได้รู้สึกถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะกับคนในครอบครัว พวกเขานั้นพบเจอเรื่องราวประหลาดมากมายอย่างเช่นการเกิดอุบัติเหตุกับลูกสาวคนเล็กจนทำให้เธอนั้นเสียชีวิตยังไม่มีใครได้ทันตั้งตัว ที่สำคัญคือคนขับรถกลับเป็นพี่ชายของเธอที่ประมาทจนทำให้เกิดการสูญเสียครั้งใหญ่ในครอบครัวและเสียชีวิตไปอย่างสยดสยอง การจากไปของสมาชิกครอบครัวนั้นทำให้พวกเขาพูดกันน้อยลงและแต่ละคนนั้นก็ต่างมีเรื่องภายในใจที่ต่างก็ซุกซ่อนเอาไว้และไม่ได้เล่าให้ใครฟัง ผู้เป็นพี่ชายนั้นได้แต่เก็บตัวด้วยความรู้สึกผิด แอนนี่เองก็ผิดหวังในตัวลูกชายที่ไม่แม้แต่จะอื่นคำว่าขอโทษ เหตุการณ์ยิ่งเลวร้ายมากยิ่งขึ้นเมื่อพวกเขานั้นมีบางสิ่งบางอย่างที่ดูเหมือนว่าจะได้รับการถ่ายทอดมาจากคุณยายผู้ล่วงลับและมันได้ส่งผลกระทบต่อพวกเขาอย่างช้าๆ จนทำให้ส่งผลถึงพฤติกรรมและอารมณ์ของพวกเขา

Hereditary ภาพยนตร์ที่สยองขวัญที่สุดในปี 2018

https://dazedimg-dazedgroup.netdna-ssl.com/900/azure/dazed-prod/1230/8/1238244.jpg

Hereditary เป็นภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงามจากความสยองขวัญแบบไม่ปราณีผู้รับชม ไม่ว่าจะด้วยการนำเสนอภาพที่เต็มไปด้วยความน่ากลัวหรือแม้แต่เรื่องราวที่เต็มไปด้วยความสลับซับซ้อนชวนสับสนแต่ก็น่าติดตาม เป็นภาพยนตร์ที่ไม่ได้ทำให้น่ากลัวอย่างเดียวแต่ผู้รับชมนั้นจะต้องคอยคิดและตีความตามไปด้วย เป็นภาพยนตร์ที่ไม่ได้สร้างความน่ากลัวเฉพาะเวลารับชมเท่านั้น แต่หลังจากรับชมเสร็จแล้วความรู้สึกระหว่างรับชมจะยังคงตามติดผู้รับชมไปเรื่อยๆ อีกหลายวัน 

Link :

#Hereditary #หนังสยองขวัญ #หนังสยองขวัญแนะนำ

Misumisou ลำนำดอกโศก ภาพยนตร์ไลฟ์แอ็คชั่นที่ดัดแปลงมาจากการ์ตูน

            ปกติแล้วภาพยนตร์ไลฟ์แอ็คชั่นนั้นมักจะดัดแปลงมาจากการ์ตูนญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยม และส่วนใหญ่ที่จะได้หยิบยกนำมาดัดแปลงนั้นมักจะเป็นการ์ตูนโชเน็นหรือการ์ตูนสำหรับเด็กผู้ชาย อย่างเช่นดราก้อนบอลหรือ Bleach เทพมรณะ น้อยครั้งที่จะมีการหยิบยกนำเอาการ์ตูนแนวแปลกๆ มาดัดแปลงที่เราอาจจะเคยได้เห็นและมีชื่อเสียงโด่งดังนั่นก็คือเรื่อง Battle Royal หากใครกำลังคิดถึงกลิ่นอายภาพยนตร์ญี่ปุ่นที่ดัดแปลงมาจากการ์ตูนแนวระทึกขวัญแล้วล่ะก็ขอแนะนำภาพยนตร์เรื่อง Misumisou ลำนำดอกโศก ที่มีกลิ่นอายคล้ายคลึงกับภาพยนตร์เรื่อง Battle Royal ในด้านของความรุนแรงและความสะเทือนใจ

เรื่องราวภายในภาพยนตร์เรื่อง Misumisou ลำนำดอกโศก

https://www.sanook.com/moshimoshi/3115/gallery/9427/

            Misumisou ลำนำดอกโศก  จะเล่าถึงเด็กสาวชั้นมัธยมปลายที่มีชื่อว่าฮารุกะ เธอนั้นจำเป็นที่จะต้องย้ายโรงเรียนมาอยู่แถวชนบทร่วมกับครอบครัวถึงแม้ว่าภายในอีก 2 เดือนเธอจะจบการศึกษาแล้วก็ตาม การย้ายมาใหม่ของเธอนั้นทำให้เธอไม่มีเพื่อนและกลายเป็นเหยื่อที่ถูกกลั่นแกล้งจากกลุ่มนักเรียนที่เกเร แต่เธอก็อดทนและไม่ยอมบอกครอบครัวเพราะกลัวว่าที่บ้านจะเป็นห่วงแต่สุดท้ายแล้วเธอก็ถูกกลั่นแกล้งจนได้รับบาดเจ็บและครอบครัวของเธอก็ทราบเรื่องในที่สุด พ่อของเธอพยายามเข้าไปติดต่อพูดคุยกับครูแต่ก็ไม่ได้รับการช่วยเหลือเท่าที่ควรทำให้เขาตัดสินใจที่จะให้ลูกสาวหยุดเรียนจนกว่าจะถึงวันจบการศึกษา การตัดสินใจนั้นทำให้เด็กสาวอีกหนึ่งคนที่ดูไม่หือไม่อือกลายเป็นเหยื่อแทน เธอเด็กสาวคนนั้นมีชื่อว่ารูมิ แม้ว่าเธอจะเป็นเหยื่อแต่เธอนั้นก็ชื่นชอบหัวหน้าแก๊งที่กลั่นแกล้งเธอเป็นอย่างมาก ด้วยความเครียดแค้น haruka ที่ไม่ยอมกลับมาเรียนจนทำให้เธอกลายเป็นเหยื่อแทนและความต้องการที่จะเข้าพวกกับคนที่เธอชื่นชอบทำให้เธอนั้นกลายเป็นอีกหนึ่งคนที่กลั่นแกล้งฮารุกะ ถึงแม้ว่าเธอจะไม่ยอมไปเรียนก็ตามจนทำให้เกิดเหตุโศกนาฏกรรมและมีผู้เสียชีวิตตามมามากมาย จนสุดท้ายฮารุกะก็กลายเป็นคนอีกคนที่กลับมาแก้แค้นทุกคนอีกครั้ง

Misumisou ลำนำดอกโศก ภาพยนตร์ที่สะท้อนการกลั่นแกล้งกันในโรงเรียนออกมาได้เป็นอย่างดี

https://www.sanook.com/moshimoshi/3115/gallery/9415/

ดังที่เราเห็นว่าตัวละครเอกในภาพยนตร์เรื่อง Misumisou ลำนำดอกโศก เป็นเหยื่อของการกลั่นแกล้งกันในโรงเรียน เพียงเพราะเธอนั้นเพิ่งย้ายมาใหม่กลางเทอมทำให้เธอไม่มีเพื่อนและกลายเป็นเหยื่อของเด็กนักเรียนที่เกเร ในช่วงแรกนั้นการกลั่นแกล้งกันก็ยังไม่รุนแรงมากเท่าไหร่นัก อาจส่งผลกระทบถึงจิตใจเพียงอย่างเดียว แต่พอเหยื่อไม่ตอบโต้ก็ทำให้คนที่รังแกรู้สึกมีอำนาจและเริ่มที่จะรังแกเลยเถิดมากขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงขั้นทำให้บาดเจ็บทางร่างกายไปจนถึงการเสียชีวิต มันจึงเป็นปัญหาที่รุนแรงและเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็วและเหมาะสม 

วิดีโอตัวอย่างหนัง :

Misumisou Live Action Movie Official Trailer 2018 HD

#Misumisou #ภาพยนตร์สะท้อนสังคม #ภาพยนตร์ญี่ปุ่น

Joker ภาพยนตร์ที่จะทำให้จิตของคุณดำดิ่งจนถึงขีดสุด

            Joker เป็นตัวร้ายในการ์ตูนเรื่อง Batman หลังจากที่ Batman ได้รับการดัดแปลงมาเป็นภาพยนตร์ตัวโจ๊กเกอร์เองก็ได้มาปรากฏในฉากภาพยนตร์เช่นเดียวกัน เรียกได้ว่าเป็นตัวร้ายที่ได้รับความนิยมและมีความน่าสนใจเป็นอย่างมากอีก 1 ตัว ไม่เพียงเท่านั้นยังมีเรื่องราวที่บอกเล่าต่อๆ กันมาถึงชะตากรรมของนักแสดงที่มารับบทเป็นโจ๊กเกอร์ซึ่งมักจะพบกับจุดจบที่ไม่ค่อยดีนัก  แต่ล่าสุดในปี 2019 ก็ได้มีการปล่อยภาพยนตร์ชีวประวัติของโจ๊กเกอร์ที่แยกออกมาจากโจ๊กเกอร์ที่เราเห็นกันในภาพยนตร์หรือการ์ตูนเรื่องแบทแมน และได้นักแสดงชายมากฝีมืออย่างวาคีน ฟีนิกซ์มารับบท ซึ่งเขานั้นสามารถลบภาพของโจ๊กเกอร์ในเวอร์ชั่นของฮีท เลดเจอร์ออกจากบทบาทใหม่ได้อย่างเด็ดขาด ภาพยนตร์เรื่องนี้จะไม่ได้เน้นหนักไปในเรื่องของการก่อการร้ายหรือวีรกรรมที่เขาทำ แต่จะเป็นการบอกเล่าถึงประวัติความเป็นมาที่ทำให้เขานั้นกลายมาเป็นวายร้ายที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุด ดังนั้นภาพยนตร์เรื่องนี้จึงจะเน้นหนักไปในเรื่องของ Drama จิตวิทยา และชีวิต

ภาพปกจาก : pantip.com/topic/39291286 

เรื่องราวภายในภาพยนตร์เรื่อง Joker

https://www.moviesrain.com/Joker-venice-film-festival-awards/

            Joker จะเล่าถึงประวัติความเป็นมาของตัวละครอย่างโจ๊กเกอร์ เขานั้นอาศัยอยู่ในเมืองก๊อตแทมในช่วงยุคปี 80  แม้ว่าเขานั้นจะต้องต่อสู้กับอาการทางจิตที่ทำให้เขาไม่สามารถควบคุมการหัวเราะหรือร้องไห้ของตนเองได้ แต่เขานั้นก็มีความฝันที่จะได้เป็นนักพูด และเขาก็รักอาชีพการเป็นตัวตลกเป็นอย่างมากเช่นเดียวกัน แต่ในขณะที่กำลังทำงานอยู่เขากลับถูกกลุ่มวัยรุ่นรังแกและทำให้อุปกรณ์นั่นก็คือป้ายของเขาพัง จากเหตุการณ์นี้ทำให้เขานั้นได้รับการตำหนิจากหัวหน้าเป็นอย่างมาก ทำให้เขาขอให้เพื่อนซื้อปืนมาให้เพื่อป้องกันตนเองจากการถูกรังแก ไม่เพียงเท่านั้นเขายังต้องดูแลแม่ที่มีอาการเจ็บป่วย แม้จะยากลำบากแต่เขานั้นก็เต็มใจที่จะดูแลแม่เป็นอย่างดี และทั้งสองนั้นชอบที่ดูรายการทอล์คโชว์ซึ่งเป็นเหมือนความฝันของเขาที่จะได้ไปออกรายการนั้น วันหนึ่งเขาต้องไปทำงานเล่นตลกในโรงพยาบาลเด็กแต่แล้วก็เกิดอุบัติเหตุทำให้ปืนของเขาหลุดออกมาเป็นเหตุทำให้เขาถูกไล่ออก ระหว่างทางกลับบ้านนั้นเขายังพบอีกว่ามีชายหนุ่มกลุ่มหนึ่งกำลังทำร้ายผู้หญิง และอาการหัวเราะแบบควบคุมไม่ได้ของเขานั้นก็กำเริบ ทำให้เขานั้นกลายเป็นเป้าที่ถูกรังแกแทนสุดท้ายเขาก็เลือกที่จะฆ่าทั้งสามคนทิ้งด้วยปืนกระบอกนั้น การก่อเหตุฆาตกรรมในครั้งนั้นเปรียบเสมือนการปลุกระดมคนชั้นล่างให้ออกมาต่อต้านคนรวยเนื่องจากความไม่เท่าเทียมของทั้งสองชนชั้น และยังมีเรื่องความเข้าใจผิดในครอบครัวที่ทำให้เขานั้นกลายเป็นวัยร้ายอย่างสมบูรณ์แบบ

เจาะลึกอาการป่วยที่นำเสนอในภาพยนตร์เรื่อง Joker

www.playinone.com/tofuchan/the-Joker

            ในภาพยนตร์เรื่อง Joker นั้น มีการนำเสนอถึงอาการทางจิตที่ตัวละครเอกอย่างโจ๊กเกอร์ป่วยอยู่นั่นก็คือการที่ไม่สามารถควบคุมอาการหัวเราะหรือร้องไห้ได้ ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้จะหัวเราะหรือร้องไห้ออกมาโดยที่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับความรู้สึกหรือสถานการณ์และไม่สามารถควบคุมได้อย่างสิ้นเชิง มีการสันนิษฐานว่าโรคนี้เกิดจากการที่สมองนั้นถูกกระทบกระเทือนจากอุบัติเหตุหรือความรุนแรง และความผิดปกติของประสาทซึ่งเป็นผลข้างเคียงจากโรคทางสมอง ซึ่งในยุค 80 นั้น มีความเข้าใจในเรื่องของการเจ็บป่วยและมีอาการทางจิตค่อนข้างน้อย ดังนั้นผู้ที่มีอาการหรือเจ็บป่วยเกี่ยวกับทางจิตจึงมักจะไม่ได้รับการยอมรับและมักจะกลายเป็นเป้าที่ถูกรังแกอยู่เสมอ

JOKER – Final Trailer – Now Playing In Theaters

#Joker #หนังดีต้องดู #หนังรางวัลห้ามพลาด