คลายข้อสงสัย ฮีโร่เหล่านี้หายไปไหนระหว่างการต่อสู้ของ Avenger

ทุกคนยังจำหนังเรื่องแรกที่มีการรวมตัวของเหล่าฮีโร่ของจักวาล MCU ได้ไหมครับ ใช่ครับเรื่องแรกที่มีการรวมฮีโร่เข้าด้วยกันนั้นคือ Avenger  ซึ่งในตอนนั้นหนังเรื่องนี้เกิดจากการเดินเรื่องผ่านหนังเดียวทั้ง 5 เรื่องของ มาร์เวลสตูดิโอคือ Iron Man , Thor , Captain America  และได้นำพาเราเข้าไปรุ้จักกับ Black Windows  Hawkeye และ Hulk ซึ่งเป็นตัวละครหลักของทีม Avenger  แต่หลังจากที่ผ่านการต่อสู้ กับ Loki ไปใน Avenger ไปห ก็มีหนังฮโร่เกิดขึ้นมากมายจนกระทั่ง End Game ได้มีการย้อนเวลากลับไปในช่วง ทำสงครามกับโลกิครั้งแรก และตัว Hulx ก็ได้พบกับ The Ancient One ก็กำลังต่อสู้อยุ่เช่นกัน และถ้าฮีโร่คนอื่นละ ในช่วงเวลานี้เขากำลังอะไรกันอยู่บ้าง

STEPHEN STRANGE

STEPHEN STRANGE

            มากันที่ตัวละครที่แรกที่ The Ancient One กล่าวกับ Hulx ว่ามาเร็วไป 5 ปี ซึ่งข้อนี้ทำให้เราฟันธงว่าในช่วงนี้หมอแปลกของเรายังเป็นหมออยู่และกำลังผ่าตัดอยู่ไม่กี่บล็อคของสงครามด้วย(ทำไมเอเลี่ยนบุกโลก หมอแกยังไม่กระกระจิตกระใจทำงานด้วย ฮ่า ๆ )

STAR-LORD

STAR-LORD

            ในหนังของ Guardians Of the Galaxy  นั้นมีการบอกไว้แล้วว่า Peter Quill ถูก Yondy ลักพาตัวไปตั้งแต่ปี 1988 และเขาได้ใช้ชีวิตกับเหล่า Ravagers ซึ่งนั้นทำให้เราเดาได้ว่าตัวเขาน่าจะกำลังท่องอวกาศอยู่กับเหล่าพรรค Ravagers  พวกของเขาแน่นอน

GAMORA & NEBULA

GAMORA & NEBULA

            สองบุตรสาวของทานอส คงไม่ต้องเดาไม่ต้องสืบเลยว่าในปี 2012 เธอทำอะไรกับใครอยู่ที่ไหน เธอคงยังอยู่กะเทพเจ้ามันม่วงอยู่แน่นอน 

PATER PARKER

PATER PARKER

            ลูกรักของมาร์เวลในช่วงนั้น PETER น่าจะยังไม่ได้รับพลังมาในช่วงนั้นตัวเขาน่าจะกำลังนั่งมองฝูงเอเลี่ยนยานอวกาศและหลบในบ้านอย่างปลอดภัยพร้อมกับป้าของเขาอยู่แน่นอน

SCOTT LANG

SCOTT LANG

            เขาถูกจำคุกและถูกปล่อยตัวออกมาเมื่อกรกฎาคม 2015 ซึ่งเขาจำโคก 3 ปี จากการเจาะรบบ Vista Corp ซึ่งในช่วงที่เขาโดนจับน่าจะอยู่ในช่วงหลังจากการต่อสู้ของ Avenger ได้ไม่นาน

            สิ่งนี้คือบางส่วนที่เราจะพอระบุได้ว่าในช่วงเวลาปี 2012 นั้นใครทำอะไรอยู่ที่ไหน แต่ถ้าถามผมว่าเอเลี่ยนบุกมาขนาดนี้ผมจะทำอะไรผมก็คงตอบว่าผมจะนอนอยู่บ้านแน่นอน แล้วคุณละ ? จะทำอะไร ? 

ข่าวหนัง ข่าวภาพยนตร์

การ์ตูน Netflix “Big Mouth” เพศศึกษา ฉบับการ์ตูน !!

เพศศึกษา ในห้องห้องเรียนอาจจะเป็นเรื่องดูน่าเบื่อ แต่หนังการ์ตูนเพศศึกษา Big Mouth เรื่องนี้ของ Netflix ไม่น่าเบื่ออย่างแน่นอน ทั้งเนื้อเรื่องที่เสียดสีและการสอดแทรกมุกตลกรวมถึงความรู้เกี่ยวกับเรื่องเพศ และตอนนี้มีทั้งหมดด้วยกัน 3 ซีซั่นแล้ว

ค่านิยมของคนไทย

เรื่องเพศดูเป็นเรื่องที่ไกลตัวและถูกทำให้มองว่าเป็นเรื่องน่าอายไม่ว่าจะในแง่มุมใดๆ แต่ทั้งๆที่จริงแล้วเรื่องเพศเป็นเรื่องใกล้ตัวกว่าที่คิด ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับทุกคน การสร้างความรู้ความเข้าใจได้ถูกจำกัดอยู่ภายในห้องเรียน แม้กระทั่งการหาคำปรึกษาเรื่องเพศจากคนในครอบครัวก็กลายเป็นเรื่องที่ยากและน่ากระอักกระอ่วน ทั้งๆที่ความเป็นจริงแล้วนั้น

การเพิกเฉยต่อความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องเพศนั้น นำไปสู่ความเข้าใจผิดๆมากมาย จนกลายเป็นประหาในระดับสังคมและประเทศ เพราะฉะนั้นการ์ตูนเรื่องนี้จึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอีกทางในการสร้างความเข้าใจเรื่องเพศในสังคมไทย

เหล่าตัวละครหลัก

การ์ตูน  บิ๊ก เมาท์ นี้เป็นเรื่องราวของวัยรุ่นที่อยู่ในช่วงที่ร่างกายเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งตัวละครหลักจะประกอบไปตัว Nick Birch เด็กหนุ่มที่ในซีซั่นแรกยังไม่แตกเนื้อหนุ่ม เขามีอายุน้อยที่สุดในกลุ่มเพื่อน นอกจากนี้เขายังเตี้ยที่สุดในกลุ่มเพื่อน และตัวละครของเขายังเป็นตัวละครที่ตกหลุมรักผู้หญิงหลายคนในเรื่องนี้ Andrew Glouberman หนุ่มผมสีน้ำตาลแดงเช่นเดียวกับดวงตาของเขา เขาสูงอ้วนเล็กน้อยและมักจะสวมแว่นตาขนาดใหญ่เสื้อเชิ้ตสีเขียวและกางเกงยีนส์สีน้ำเงิน Jessi Glaser เป็นตัวละครผู้หญิงที่ฉลาดและป็อปปูล่า Jay Bilzerian เด็กหนุ่มผู้หมกหมุ่นในการช่วยตัวเอง และ Missy Foreman-Greenwald เธอเป็นเด็กสาวที่ฉลาด มีความสนใจใคร่รู้ในเรื่องเพศ นอกจากนี้ตัวละครของเธอยังมีความสัมพันธ์บางอย่างกับแอนดรูว์อีกด้วย โดยแต่ละตัวละครนั้นก็จะมี Hormone Monster ซึ่งเป็นเหมือนเสียงที่อยู่ในหัว และเป็นเหมือนเพื่อนที่คอยให้คำแนะนำ

เนื้อเรื่องที่น่าสนใจ

การ์ตูนเรื่องนี้มีการนำเสนอประเด็นทางเพศศึกษาหลายๆประเด็นทั้งหญิงและชาย ช่วยทำให้เหล่าตัวละครวัยรุ่นในเรื่องนั้นได้ทำความรู้การเปลี่ยนแปลงต่างๆของสภาพร่างกายและจิตใจ พร้อมทั้งวิธีรับมือที่ถูกต้อง

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการป้องกันกับการมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งในการ์ตูนได้มีการสร้างภาพตัวอย่างให้คนดูเข้าใจได้ง่ายและชาญฉลาด เรื่องของประจำเดือนที่ไม่ใช่เรื่องน่ารังเกียจ นอกจากเรื่องราวของเกี่ยวกับเพศแล้ว ในการ์ตูนเรื่องนี้ยังมีการนำเสนอเรื่องราวของความสัมพันธ์ในครอบครัว และปัญหาด้านสุขภาพจิตอีกด้วย เรื่องราวได้ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างมีชั้นเชิง สอดแทรกไปด้วยมุกตลก สร้างความสนุกสนานสมกับเป็นความบันเทิงฉบับการ์ตูน แต่ก็นำเสนอเนื้อหาทางเพศได้อย่างตรงไปตรงมาและเข้าใจง่ายด้วยเช่นกัน

ข่าวหนัง ข่าวภาพยนตร์

หนังเข้าใหม่น่าดู Ep.3

สวัสดีค่ะ กลับมาพบกันอีกแล้วววว และก็กลับพบกับหนังเข้าใหม่น่าดูประจำเดือนตุลาคม และในครั้งนี้เราจะขอให้เพื่อน ๆ เตรียมความพร้อมของร่างกาย โดยเฉพาะ ‘ขา’ ให้แข็งแรง เพราะว่าเราจะพาไปวิ่งหนีซอมบี้!!!

มาที่เรื่องแรก Zombieland: Double Tap ซึ่งเป็นภาคต่อของ Zombieland (2009) ที่แก๊งป่วนไล่ฆ่าซอมบี้จนไปถึงทำเนียบขาว ที่ดันมีบุคคลที่รับมือยากกว่าซอมบี้ซะอีก เรียกได้ว่าเหนื่อยกับซอมบี้แล้วยังต้องมาเหนื่อยกับคนอีก

ในภาคแรกไม่ได้เปรี้ยงปร้างอย่างที่ควรแต่ก็ได้รับคำชมจากนักวิจารณ์เป็นจำนวนมากถึงฉากแอคชั่น ต่อสู้และยังแทรกการเสียงสีสังคมได้แบบสะใจเลยทีเดียว

Zombieland: Double Tap เข้าโรงภาพยนตร์ในวันที่ 18 ตุลาคมนี้ ไปให้กำลังใจแก๊งป่วนนี้กันได้นะคะ

Youtube: https://www.youtube.com/watch?v=h73KY-mPeIk

Little Monster

หนังซอมบี้ที่แหวกแนวไปจากเดิม เพราะมาในแนวตลกคอมเมดี้ ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับคุณครูอนุบาลได้พาเด็ก ๆ ไปเที่ยวทัศนศึกษา แต่ไม่รู้ว่าที่เที่ยวตรงนั้นมีซอมบี้!!! โอ้มายก็อดดดด ทำให้คุณครูต้องหาวิธีที่ไม่ทำให้เด็ก ๆ กลัว จึงบอกไปว่าซอมบี้ที่เด็ก ๆ เห็นเป็นของปลอมมม ฮ่าฮ่า และเขาอยากจะเล่นซ่อมแอบกับเรา อยากให้เด็ก ๆ เล่นเป็นเพื่อนเขาหน่อย

เรียกว่าเรื่องนี้มีครบทุกอารมณ์ แอ็คชั่น สยดสยอง และความฮากับเด็กน้อยผู้น่ารัก ฮ่าฮ่า สามารถไปให้กำลังใจคุณครูและแก๊งเด็กน้อยให้รอดพ้นจากซอมบี้โหดร้ายได้ทุกโรงภาพยนตร์ ซึ่งจะเข้าฉายวันที่ 7 พฤศจิกายนนี้ค่ะ

Youtube: https://www.youtube.com/watch?v=lHuj-nCLuak

เป็นหนังซอมบี้ที่ไม่น่าพลาดเลยนะคะ เป็นกำลังใจให้กับทุกคนในการต่อสู้กับซอมบี้!!!

มาแล้ว!!! Marvel Studios Phase 4

หลังจากที่ Avengers: Endgame เรื่องสุดท้ายของ Phase 3 ได้จบลงไปอย่างสวยงาม ถึงแม้จะต้องเสียบุคคลอันเป็นที่รักอย่าง โทนี่ สตาร์ค และ นาตาชา โรมานอฟ แต่ก็ได้สร้างความอิ่มเอมและความประทับใจแบบไม่รู้ลืมให้กับผู้ชมเป็นอย่างมาก

แต่จักรวาลมาเวลไม่ได้จบลงเพียงเท่านี้ เพราะทาง MCU ได้เดินหน้าสร้าง Phase 4 อย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องราวใหม่ ตัวละครใหม่ รับรองแฟน ๆ มาเวลไม่ผิดหวังแน่นอน

ซึ่งทาง MCU ได้ออกมาเผย 10 รายชื่อหนังและซีรี่ส์ใน Phase 4 ดังนี้

– Black Widow เริ่มฉายวันที่ 1 พฤษภาคม ปี 2020

– Falcon and the Winter Soldier เริ่มฉายในช่วง Fall 2020

– The Eternals เริ่มฉายวันที่ 6 พฤศจิกายน ปี 2020

– Shang-Chi and the Legend of the Ten Rings เริ่มฉายวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ปี 2021

– WandaVision เริ่มฉายในช่วง Spring ปี 2021

– Loki เริ่มฉายในช่วง Spring ปี 2021

– Doctor Strange and the Multiverse of Madness เริ่มฉายวันที่ 7 พฤษภาคม ปี 2021

– What If เริ่มฉายในช่วง Summer ปี 2021

– Hawkeye เริ่มฉายในช่วง Fall ปี 2021

– Thor: Love and Thunder เริ่มฉายวันที่ 5 พฤศจิกายน ปี 2021

ส่วน Fantastic Four และ X-Men ที่มาจาก Fox ยังไม่มีการพูดถึงแต่อย่างใด แต่อีกหนึ่งเรื่องที่น่าจับตาก็คือ Blade นักล่าแวมไพร์ จะนำมาสร้างใหม่อีกครั้ง แต่ยังมีนักฆ่าคนใหม่รับบทโดย Mahershala Ali ที่ว่ากันว่าหน้าเหมือน Wesley Snipes อย่างกับฝาแฝด

และในเรื่อง Thor: Love and Thunder เราจะได้เห็น Thor ในร่างผู้หญิง และยังได้ Natalie Portman กลับมาร่วมแสดงอีกครั้งด้วย

ใน Phase 4 นี้ ทาง MCU ยังลงซีรี่ส์ใน Streaming น้องใหม่อย่าง Disney+ ด้วย ซึ่งจะมี 5 เรื่อง ได้แก่ Falcon and the Winter Soldier, WandaVision, Loki, What If และ Hawkeye

แต่ละเรื่องน่าติดตามทั้งนั้นเลยใช่มั้ยละคะ รอแค่ไม่กี่อึดใจก็จะได้ชมกันแล้ว แฟน ๆ มาเวลห้ามพลาดเลยยยยย

REVIEW Doraemon The Movie 2019 – โนบิตะสำรวจดินแดนจันทรา

มาถึงมูฟวี่ลำดับที่ 39 จากสุดยอดการ์ตูนอมตะตลอดกาลอย่างโดเรม่อนที่มีการภาคเดอะมูฟวี่มาตลอดตั้งแต่ปี 1980  จนกลายเป็นธรรมเนียมการออกภาคเดอะมูฟวี่ จนเป็นธรรมเนียมกันไปแล้ว  ตำนานยอดฮิตอย่าง แมวสีฟ้า กับ โดเรม่อนเดอะมูฟวี่ 2019 โนบิตะสำรวจดินแดนจันทรา

เรื่องย่อ

         สำหรับเรื่องนี้พล็อตหลักจะอยู่ที่การนำตำนานกระต่ายบนดวงจันทร์มาปูเรื่องผสมผสานกับตำนานพื้นบ้านของญี่ปุ่นเจ้าหญิงคางุยะ โดยจุดเริ่มความวุ่นวายเรื่องทั้งหมดเกิดจากที่โนบิตะไปเห็นข่าวว่ามีการจับภาพเงาลึกลับสีขาวได้ที่ดวงจันทร์ ซึ่งตัวเอกของเรา โนบิ โนบิตะ เชื่อเป็นตุเป็นตะว่านี้คือกระต่ายบนดวงจันทร์แน่นอน แต่แน่นอนพอไปพูดกับเพื่อนรักของเขาก็จะถูกเพื่อน ๆ หัวเราะเยาะกลับมา และไปข้อร้องให้โดเรม่อนทำอะไรสักอย่าง โดเรม่อนจึงได้เอาของวิเศษที่มีชื่อ “เข็มกลัดชมรมต่างความคิด”  จึงได้เดินทางไปอีกฟากหนึ่งของความมืดมิดของดวบงจันทร์  และทั้งสองจึงได้สร้างอาณาจักรกระต่ายขึ้นมา และกลับมาที่โลกเพื่อที่จะพาเพื่อไปชมอาณาจักรกระต่าย แต่พอกลับมาโลกกับได้พบ “ลูกะ” ชายปริศนาที่ย้ายมาเรียนที่เดียวกับโนบิตะ และเรื่องวุ่นวายทั้งหมดจึงได้เกิดขึ้นต่อจากนี้

ความแตกต่างและการเติบโตของตัวละครจากอดีตมาสู่ปัจจุบัน

         เมื่อเทียบโดเรม่อนในภาคเก่า ๆ และเริ่มเข้าสู่ช่วงปี 2000 จะพบความแตกต่างมากขึ้นทั้งการเล่าเรื่อง ตัวละครที่ค่อยเติบโตขึ้นไป และค่อย ๆ เปลี่ยนแนวจาก อ.ฟูจิโกะ ออกไป ซ฿งการเดินออกมาจากทางเก่าไม่ใช่ว่าไม่ดีนะครับ ก็ยังถือว่ารักษามาตรฐานได้ดีแต่โดเรม่อนในแบบ อ. ฟูจิโกะ ก็ยังดีแพ้กัน (ดีคนละแบบ)  แต่พอมาในภาคนี้ ชิโนซึเกะ ซาคุวะ สามารถสื่อโดเรม่อน ในนภาคนี้ออกมาได้ดีมากไม่ว่าจะเป็นการเดินเรื่อง การสอดแทรกมุขแบบ อ.ฟูจิโกะ  แต่กลับไม่ทิ้งความร่วมสมัยไปด้วยเช่นกัน ซึ่งเราจะได้เห็นการเติบโตของตัวละครในภาคนี้อย่างมาก โดยเพื่อนรักของโนบิตะจะดูมิติขึ้นมากจากภาคก่อน ๆ โดยเฉพาะชิซูกะ ทีมีชั้นเชิงงมากขึ้น ให้อารมณ์เหมือนผู้หญิงที่โตขึ้น และมีชั้นเชิงในการอ่อยตัวละครเพศผู้มากขึ้น (ฮ่าๆ ) ซึ่งถ้าหากเทียบกับยุค 80 แล้ว เหมือนกับเป็น ชิซุกะคนละคนเลยทีเดียว

เปิดมิติของตัวละครมากขึ้น

            ในภาคนี้จะเห้นได้ว่ามีการนำตัวละครที่มีแววว่าจะเป็น  LGBT  หรือ คนมีความหลากหลายเพศเข้ามาซึ่งในสส่วนนี้ใครที่ยังไม่ได้ดูผมจะขอปิดไว้ก่อนเพื่อกันสปอยคนที่ยังไม่ได้ดู แต่นี้คือการเปิดมิติใหม่ของตัวละครอย่างมาก แต่ไม่ใช่ว่าในหนังเขาจะมาบอกรักกันโต้ง ๆ นะครับ แต่จะเป็นการแสดงออกทางอารมณ์และสีหน้ามากกว่าให้ผู้ชมไปจิ้นกันเอาเอง (ฮ่าๆ ) แต่ถือว่านี้เป็นอีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงที่มาในทางที่ดีที่เป็นหนังอมตะตลอดกาลที่ต้องมีการนำการร่วมสมัยมาใช้ด้วยกัน เพื่อไม่ให้คนดูเบื่ออะไรที่ซ้ำซาก

ทิ้งท้ายก่อนจาก

Doraemon The Movie 2019  โนบิตะสำรวจดินแดนจันทรา ยังคงรักษามาตรฐานของหนังอมตะได้ดี อย่างเสมอต้นเสมอปลาย โดยสามารถทำให้เด็กในยุค 70-80 เสียเงินไปดูแล้วไม่มีคำว่าเสียดายเงินแน่นอน  ที่เด็กในยุคนั้นตอนนี้โตมากันแล้วมีลูกกันหมดแล้วก็ยังสามารถพาลูกมาดูการ์ตูนที่ตัวเองชชอบได้และยังได้รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ และนี้อาจจะเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่เราตกหลุมรักเจ้าแม่สีฟ้าตัวนี้ เพราะไม่ว่าจะนานขนาดไหน เจ้าหุ้นยนต์แมวสีฟ้าก็ยังงเป็นการ์ตูนที่ติดตรา และตรึงใจ เรามาตลอดกาล

JOKER กับภาพสะท้อนของสังคมในปัจจุบัน

            ช่วงนี้ไม่ว่าจะมองไปทางไหนกระแสของหนัง Joker ก็กำลังดังไปทั่วโลกทั้งโลกความจริง หรือ ในโลกอินเตอร์เน็ตไปเสียแล้วนะครับ ซึ่งผมก็ยอมรับว่าตัวเองคือหนึ่งคนที่พาตัวเองไปนั่งรอต่อคิวซื้อตั๋วตั้งแต่วันแรก ซึ่งก็ไม่เถียงเลยนะครับว่าหนังเรื่องนี้ที่รอคอยกันมานานสมน้ำสมเนื้อกับการรอคอยจริง ๆ

            แต่พอหันไปทางไหนก็เจอรีวิวกันเต็มไปหมด ครั้นเราจะไปรีวิวก็จะช้ำรอยเขา และแล้วระหว่างที่เราดูหนังและซึมซับอารมณ์ของหนังอยู่ ความคิดก็แว๊ปเข้ามาในหัวว่า “เฮ้ย นี้มันมีเรื่องประเด็นปัจจุบันด้วยหรือเปล่า”  หรือว่าจริง ๆ แล้ว ? หนังเรื่องนี้จะสะท้อนอะไรหลาย ๆ อย่างมากกว่าที่เราเห็น กันแน่ ?

ความเหลื่อมล้ำของสังคม

            ข้อนี้มีให้เห็นกันแน่นอนในหนังเหตุผลที่ทำให้คนดี ๆ อย่างอาเทอร์ ของเราผู้ที่พยายามปั้นหน้ายิ้มตลอดเวลา แต่กลับโดนสังคมทำร้าย รังแก ช้ำแล้วช้ำเล่า บาดแผลที่ค่อย ๆ ถูกกรีดให้ลึกลงทีละนิด ทีละนิดในที่สุดฟางเส้นสุดท้ายก็ได้ขาดสะบั้น

จึงทำให้ชายหนุ่มธรรมดากลาย เป็นผู้ป่วยทางจิต ที่มีความบกพร่องทางด้านจิตใจ และต้องการหาที่ระบายออกจากความคับแค้น แต่การแสดงออกของเขากลับมาแสดงออกในการสร้างอาชญากรรม ซึ่งถ้าหากมองในโลกแห่งความเป็นจริงแล้ว

            โลกเราก็มีประเด็นอย่างนี้อยู่มากมายพอสมควร ซึ่งความเหลื่อมล้ำของสังคมสำหรับผู้ที่มีปัญหาทางจิตแล้วโดนรังแกนี้เหมือนตกนรกทั้งเป็น ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ นะครับ ว่าคนที่เป็นโรคซึมเศร้าในโลกของเราก็คือ Joker แบบในหนัง เพียงแต่ว่าการแสดงออกของคนที่เป็นโรคนี้จะไม่ใช่การก่ออาชญากรรม แต่เป็นการที่ทำให้ตัวเองหายไปแทน

หรือจริง ๆ แล้ว Joker คือตัวแทนกระบอกเสียงให้ทุคนเข้าใจในตัวพวกเขามากขึ้น

            ถ้าหากเราพยายามมองลึกลงไปในแววตา และจิตใจ ของตัวละครนี้ เขาก็เป็นเหมือนเด็กน้อยคนหนึ่งที่ต้องการความรัก ความเอาใจใส่ ซึ่งเขาต้องการแค่นั้น

แต่สังคมที่เขามีกลับทำร้ายเขา ให้เจ็บปวดทรมาน สุดท้ายแล้วเขาเลยเลือกที่จะแสดงออกเพื่อเรียกร้องความสนใจและความแค้นที่สุมอยู่ในอก จนในที่สุดก็ประทุกออกมา

            และผู้คนในโลกแห่งความจริงที่กำลังมองโลกในแบบที่ Joker ในหนังเห็นละเขาจะทำแบบในหนังได้หรือเปล่า ? คำตอบคือไม่ได้ สุดท้ายเขาอาจจะเลือกอีกทางที่ตรงข้ามกับในหนังคือไม่ทำให้ใครเดือดร้อนเลยก็ได้

เราเข้าใจเขาได้ เขาอาจจะไม่ทำอย่างนั้นก็ได้

            ผมไม่ได้หวังว่าบทความนี้จะดังไปไกล ขนาดไหน ผมแค่ตีความหมายของหนังออกมาในรูปแบบที่เป็นความจริงที่สุด ซึ่งผู้ป่วยโรคซึมเศร้าเป็นประเด็นในโลกออนไลน์เป็นอย่างมาก และบางเคสก็โดนล้อบ้าง บางทีความสนุกเพียงเล็กน้อยของเราอาจจะทำให้จิตใจของใครบางคนพังทลายไปเลยก็ได้

            เพราะฉะนั้นผมคิดว่าบางทีเรื่องละเอียดอ่อน เรื่องของจิตใจบางทีเราไม่ควรเอามาล้อเล่นกันนะครับ เพราะบางทีสักวันหนึ่ง เราอาจจะเห็น Joker ในแบบชีวิตจริงก็เป็นได้นะครับ Ha HA HA

ขอบคุณรูปภาพสวย ๆ จาก

https://batman-news.com/2019/07/08/todd-phillips-joker-source-material/
https://www.sanook.com/movie/91275/?fbclid=IwAR00G0avhA09DrNjcBlKGYNiKXKVnYRQYhFUc4LC8lVX6z-Tbkp_JkbqD5I
https://adaymagazine.com/joker-recommend-movie/?fbclid=IwAR2NL8QWElImVSaK33C1GmRGc1HJpqXiL_D2DTMbGcDjuqPHBoaNzLRavl4

BRAVE FATHER ONLINE : OUR STORY OF FINAL FANTASY XIV

ภาพยนตร์พล็อตสุดล้ำ แต่สร้างมาจากเรื่องจริงในบล็อกของผู้เล่นเกมรายหนึ่ง ที่เล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพ่อ

ที่เริ่มถอยหลังลง ฝั่ง “พ่อ” กลายเป็นคนติดเกมและเก็บตัวอยู่ในห้องตลอดเวลา ทางเดียวที่ “ลูกชาย” จะเข้าถึงตัวพ่อได้ คงมีแค่การเข้าไปพูดคุยผ่านเกม “Final Fantasy XIV” แบบไม่เปิดเผยตัวตน

จึงเกิดเป็นภารกิจสุดล้ำ ที่พร้อมจะพาพวกเราไปนั่งน้ำตาคลอ กับความสัมพันธ์ของทั้งสอง หนังเรื่องนี้เป็นการนำซีรี่ส์ “Final Fantasy XIV : Dad of Light” ที่เคยฉายใน Netflix มาทำใหม่ ให้มีความน่าติดตามขึ้น โดยผู้กำกับคนเดิม ดูพร้อมกัน วันที่ 26 กันยายนนี้ ในโรงภาพยนตร์

BraveFatherOnline

Credit : a day bulletin

THE PEANUT BUTTER FALCO

ว่าด้วยเรื่องราวของเด็กคนหนึ่ง ที่พยายามหนีออกจากบ้านเพื่อตามความฝันในฐานะ “นักมวยปล้ำ” ความน่าสนใจนอกจากที่หนังเรื่องนี้จะเป็น “โร้ดทริป”

ที่พร้อมจะเรียกน้ำตาจากเราได้แล้วนั้น “The Peanut Butter Falcon” ยังได้รางวัลจาก SXSW Film Festival อีกด้วย

นอกจากนี้ ความดีงามยังการันตีคุณภาพด้วยนักแสดงชั้นนำอย่าง “Shia Labeouf” จาก Transformer 1 (2007) และ Lawless (2012), “Dakota Johnson”

จากไตรภาค Fifty Shades of Grey และ “Zack Gottsagen” นักแสดงผู้เป็นดาวน์ซินโครมจริงๆ เข้าฉาย วันที่ 26กันยายนนี้ ทุกโรงภาพยนตร์

ThePeanutButterFalcon

Credit : a day bulletin

West Side Story ฉบับรีเมค

พระเอกหนุ่ม “แอนเชล เอลกอร์ธ” นาทีนี้เขามาแรงมิใช่น้อย เพราะนอกจากหนังภาคต่อ “Baby Driver 2” แล้ว

เขายังติดงานแสดงนำภาพยนตร์อีกหนึ่งเรื่องเยี่ยม นั่นคือ “West Side Story” ผลงานการรีเมกโดยพ่อมดแห่งฮอลลีวูด “สตีเว่น สปีลเบิร์ก” (พูดกันว่าเขารักผลงานต้นฉบับเอามากๆ จนขอลงมากำกับเอง)

สำหรับ “West Side Story” จะเล่าเรื่องราวของแก๊ง “ชาร์ค และ เจ็ตส์” ผู้พยายามต่อสู้กันเพื่อชิงความเป็นหนึ่งบริเวณย่าน “อัปเปอร์ เวสไซด์” เมืองนิวยอร์ก แต่กระนั้นมันก็ดันเกิดเรื่องที่ไม่มีใครคาดคิดเมื่อ “โทนี่ (แอลเซล เอลกอร์ธ)” สมาชิกแก๊งเจ็ตส์ ผู้เป็นตัวเอกของเรื่อง ดันไปตกหลุมรักกับ “มาเรีย (เรเชลเช็กเลอร์)” น้องสาวของหัวหน้าแก๊งคู่อริ จนนำไปสู่จุดจบอันแสนจะน่าเศร้า และตราตรึงใจผู้ชมมาจนถึงทุกวันนี้

WestSideStory

Credit : Starpics