REVIEW Doraemon The Movie 2019 – โนบิตะสำรวจดินแดนจันทรา

มาถึงมูฟวี่ลำดับที่ 39 จากสุดยอดการ์ตูนอมตะตลอดกาลอย่างโดเรม่อนที่มีการภาคเดอะมูฟวี่มาตลอดตั้งแต่ปี 1980  จนกลายเป็นธรรมเนียมการออกภาคเดอะมูฟวี่ จนเป็นธรรมเนียมกันไปแล้ว  ตำนานยอดฮิตอย่าง แมวสีฟ้า กับ โดเรม่อนเดอะมูฟวี่ 2019 โนบิตะสำรวจดินแดนจันทรา

เรื่องย่อ

         สำหรับเรื่องนี้พล็อตหลักจะอยู่ที่การนำตำนานกระต่ายบนดวงจันทร์มาปูเรื่องผสมผสานกับตำนานพื้นบ้านของญี่ปุ่นเจ้าหญิงคางุยะ โดยจุดเริ่มความวุ่นวายเรื่องทั้งหมดเกิดจากที่โนบิตะไปเห็นข่าวว่ามีการจับภาพเงาลึกลับสีขาวได้ที่ดวงจันทร์ ซึ่งตัวเอกของเรา โนบิ โนบิตะ เชื่อเป็นตุเป็นตะว่านี้คือกระต่ายบนดวงจันทร์แน่นอน แต่แน่นอนพอไปพูดกับเพื่อนรักของเขาก็จะถูกเพื่อน ๆ หัวเราะเยาะกลับมา และไปข้อร้องให้โดเรม่อนทำอะไรสักอย่าง โดเรม่อนจึงได้เอาของวิเศษที่มีชื่อ “เข็มกลัดชมรมต่างความคิด”  จึงได้เดินทางไปอีกฟากหนึ่งของความมืดมิดของดวบงจันทร์  และทั้งสองจึงได้สร้างอาณาจักรกระต่ายขึ้นมา และกลับมาที่โลกเพื่อที่จะพาเพื่อไปชมอาณาจักรกระต่าย แต่พอกลับมาโลกกับได้พบ “ลูกะ” ชายปริศนาที่ย้ายมาเรียนที่เดียวกับโนบิตะ และเรื่องวุ่นวายทั้งหมดจึงได้เกิดขึ้นต่อจากนี้

ความแตกต่างและการเติบโตของตัวละครจากอดีตมาสู่ปัจจุบัน

         เมื่อเทียบโดเรม่อนในภาคเก่า ๆ และเริ่มเข้าสู่ช่วงปี 2000 จะพบความแตกต่างมากขึ้นทั้งการเล่าเรื่อง ตัวละครที่ค่อยเติบโตขึ้นไป และค่อย ๆ เปลี่ยนแนวจาก อ.ฟูจิโกะ ออกไป ซ฿งการเดินออกมาจากทางเก่าไม่ใช่ว่าไม่ดีนะครับ ก็ยังถือว่ารักษามาตรฐานได้ดีแต่โดเรม่อนในแบบ อ. ฟูจิโกะ ก็ยังดีแพ้กัน (ดีคนละแบบ)  แต่พอมาในภาคนี้ ชิโนซึเกะ ซาคุวะ สามารถสื่อโดเรม่อน ในนภาคนี้ออกมาได้ดีมากไม่ว่าจะเป็นการเดินเรื่อง การสอดแทรกมุขแบบ อ.ฟูจิโกะ  แต่กลับไม่ทิ้งความร่วมสมัยไปด้วยเช่นกัน ซึ่งเราจะได้เห็นการเติบโตของตัวละครในภาคนี้อย่างมาก โดยเพื่อนรักของโนบิตะจะดูมิติขึ้นมากจากภาคก่อน ๆ โดยเฉพาะชิซูกะ ทีมีชั้นเชิงงมากขึ้น ให้อารมณ์เหมือนผู้หญิงที่โตขึ้น และมีชั้นเชิงในการอ่อยตัวละครเพศผู้มากขึ้น (ฮ่าๆ ) ซึ่งถ้าหากเทียบกับยุค 80 แล้ว เหมือนกับเป็น ชิซุกะคนละคนเลยทีเดียว

เปิดมิติของตัวละครมากขึ้น

            ในภาคนี้จะเห้นได้ว่ามีการนำตัวละครที่มีแววว่าจะเป็น  LGBT  หรือ คนมีความหลากหลายเพศเข้ามาซึ่งในสส่วนนี้ใครที่ยังไม่ได้ดูผมจะขอปิดไว้ก่อนเพื่อกันสปอยคนที่ยังไม่ได้ดู แต่นี้คือการเปิดมิติใหม่ของตัวละครอย่างมาก แต่ไม่ใช่ว่าในหนังเขาจะมาบอกรักกันโต้ง ๆ นะครับ แต่จะเป็นการแสดงออกทางอารมณ์และสีหน้ามากกว่าให้ผู้ชมไปจิ้นกันเอาเอง (ฮ่าๆ ) แต่ถือว่านี้เป็นอีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงที่มาในทางที่ดีที่เป็นหนังอมตะตลอดกาลที่ต้องมีการนำการร่วมสมัยมาใช้ด้วยกัน เพื่อไม่ให้คนดูเบื่ออะไรที่ซ้ำซาก

ทิ้งท้ายก่อนจาก

Doraemon The Movie 2019  โนบิตะสำรวจดินแดนจันทรา ยังคงรักษามาตรฐานของหนังอมตะได้ดี อย่างเสมอต้นเสมอปลาย โดยสามารถทำให้เด็กในยุค 70-80 เสียเงินไปดูแล้วไม่มีคำว่าเสียดายเงินแน่นอน  ที่เด็กในยุคนั้นตอนนี้โตมากันแล้วมีลูกกันหมดแล้วก็ยังสามารถพาลูกมาดูการ์ตูนที่ตัวเองชชอบได้และยังได้รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ และนี้อาจจะเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่เราตกหลุมรักเจ้าแม่สีฟ้าตัวนี้ เพราะไม่ว่าจะนานขนาดไหน เจ้าหุ้นยนต์แมวสีฟ้าก็ยังงเป็นการ์ตูนที่ติดตรา และตรึงใจ เรามาตลอดกาล

JOKER กับภาพสะท้อนของสังคมในปัจจุบัน

            ช่วงนี้ไม่ว่าจะมองไปทางไหนกระแสของหนัง Joker ก็กำลังดังไปทั่วโลกทั้งโลกความจริง หรือ ในโลกอินเตอร์เน็ตไปเสียแล้วนะครับ ซึ่งผมก็ยอมรับว่าตัวเองคือหนึ่งคนที่พาตัวเองไปนั่งรอต่อคิวซื้อตั๋วตั้งแต่วันแรก ซึ่งก็ไม่เถียงเลยนะครับว่าหนังเรื่องนี้ที่รอคอยกันมานานสมน้ำสมเนื้อกับการรอคอยจริง ๆ

            แต่พอหันไปทางไหนก็เจอรีวิวกันเต็มไปหมด ครั้นเราจะไปรีวิวก็จะช้ำรอยเขา และแล้วระหว่างที่เราดูหนังและซึมซับอารมณ์ของหนังอยู่ ความคิดก็แว๊ปเข้ามาในหัวว่า “เฮ้ย นี้มันมีเรื่องประเด็นปัจจุบันด้วยหรือเปล่า”  หรือว่าจริง ๆ แล้ว ? หนังเรื่องนี้จะสะท้อนอะไรหลาย ๆ อย่างมากกว่าที่เราเห็น กันแน่ ?

ความเหลื่อมล้ำของสังคม

            ข้อนี้มีให้เห็นกันแน่นอนในหนังเหตุผลที่ทำให้คนดี ๆ อย่างอาเทอร์ ของเราผู้ที่พยายามปั้นหน้ายิ้มตลอดเวลา แต่กลับโดนสังคมทำร้าย รังแก ช้ำแล้วช้ำเล่า บาดแผลที่ค่อย ๆ ถูกกรีดให้ลึกลงทีละนิด ทีละนิดในที่สุดฟางเส้นสุดท้ายก็ได้ขาดสะบั้น

จึงทำให้ชายหนุ่มธรรมดากลาย เป็นผู้ป่วยทางจิต ที่มีความบกพร่องทางด้านจิตใจ และต้องการหาที่ระบายออกจากความคับแค้น แต่การแสดงออกของเขากลับมาแสดงออกในการสร้างอาชญากรรม ซึ่งถ้าหากมองในโลกแห่งความเป็นจริงแล้ว

            โลกเราก็มีประเด็นอย่างนี้อยู่มากมายพอสมควร ซึ่งความเหลื่อมล้ำของสังคมสำหรับผู้ที่มีปัญหาทางจิตแล้วโดนรังแกนี้เหมือนตกนรกทั้งเป็น ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ นะครับ ว่าคนที่เป็นโรคซึมเศร้าในโลกของเราก็คือ Joker แบบในหนัง เพียงแต่ว่าการแสดงออกของคนที่เป็นโรคนี้จะไม่ใช่การก่ออาชญากรรม แต่เป็นการที่ทำให้ตัวเองหายไปแทน

หรือจริง ๆ แล้ว Joker คือตัวแทนกระบอกเสียงให้ทุคนเข้าใจในตัวพวกเขามากขึ้น

            ถ้าหากเราพยายามมองลึกลงไปในแววตา และจิตใจ ของตัวละครนี้ เขาก็เป็นเหมือนเด็กน้อยคนหนึ่งที่ต้องการความรัก ความเอาใจใส่ ซึ่งเขาต้องการแค่นั้น

แต่สังคมที่เขามีกลับทำร้ายเขา ให้เจ็บปวดทรมาน สุดท้ายแล้วเขาเลยเลือกที่จะแสดงออกเพื่อเรียกร้องความสนใจและความแค้นที่สุมอยู่ในอก จนในที่สุดก็ประทุกออกมา

            และผู้คนในโลกแห่งความจริงที่กำลังมองโลกในแบบที่ Joker ในหนังเห็นละเขาจะทำแบบในหนังได้หรือเปล่า ? คำตอบคือไม่ได้ สุดท้ายเขาอาจจะเลือกอีกทางที่ตรงข้ามกับในหนังคือไม่ทำให้ใครเดือดร้อนเลยก็ได้

เราเข้าใจเขาได้ เขาอาจจะไม่ทำอย่างนั้นก็ได้

            ผมไม่ได้หวังว่าบทความนี้จะดังไปไกล ขนาดไหน ผมแค่ตีความหมายของหนังออกมาในรูปแบบที่เป็นความจริงที่สุด ซึ่งผู้ป่วยโรคซึมเศร้าเป็นประเด็นในโลกออนไลน์เป็นอย่างมาก และบางเคสก็โดนล้อบ้าง บางทีความสนุกเพียงเล็กน้อยของเราอาจจะทำให้จิตใจของใครบางคนพังทลายไปเลยก็ได้

            เพราะฉะนั้นผมคิดว่าบางทีเรื่องละเอียดอ่อน เรื่องของจิตใจบางทีเราไม่ควรเอามาล้อเล่นกันนะครับ เพราะบางทีสักวันหนึ่ง เราอาจจะเห็น Joker ในแบบชีวิตจริงก็เป็นได้นะครับ Ha HA HA

ขอบคุณรูปภาพสวย ๆ จาก

https://batman-news.com/2019/07/08/todd-phillips-joker-source-material/
https://www.sanook.com/movie/91275/?fbclid=IwAR00G0avhA09DrNjcBlKGYNiKXKVnYRQYhFUc4LC8lVX6z-Tbkp_JkbqD5I
https://adaymagazine.com/joker-recommend-movie/?fbclid=IwAR2NL8QWElImVSaK33C1GmRGc1HJpqXiL_D2DTMbGcDjuqPHBoaNzLRavl4

BRAVE FATHER ONLINE : OUR STORY OF FINAL FANTASY XIV

ภาพยนตร์พล็อตสุดล้ำ แต่สร้างมาจากเรื่องจริงในบล็อกของผู้เล่นเกมรายหนึ่ง ที่เล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพ่อ

ที่เริ่มถอยหลังลง ฝั่ง “พ่อ” กลายเป็นคนติดเกมและเก็บตัวอยู่ในห้องตลอดเวลา ทางเดียวที่ “ลูกชาย” จะเข้าถึงตัวพ่อได้ คงมีแค่การเข้าไปพูดคุยผ่านเกม “Final Fantasy XIV” แบบไม่เปิดเผยตัวตน

จึงเกิดเป็นภารกิจสุดล้ำ ที่พร้อมจะพาพวกเราไปนั่งน้ำตาคลอ กับความสัมพันธ์ของทั้งสอง หนังเรื่องนี้เป็นการนำซีรี่ส์ “Final Fantasy XIV : Dad of Light” ที่เคยฉายใน Netflix มาทำใหม่ ให้มีความน่าติดตามขึ้น โดยผู้กำกับคนเดิม ดูพร้อมกัน วันที่ 26 กันยายนนี้ ในโรงภาพยนตร์

BraveFatherOnline

Credit : a day bulletin

THE PEANUT BUTTER FALCO

ว่าด้วยเรื่องราวของเด็กคนหนึ่ง ที่พยายามหนีออกจากบ้านเพื่อตามความฝันในฐานะ “นักมวยปล้ำ” ความน่าสนใจนอกจากที่หนังเรื่องนี้จะเป็น “โร้ดทริป”

ที่พร้อมจะเรียกน้ำตาจากเราได้แล้วนั้น “The Peanut Butter Falcon” ยังได้รางวัลจาก SXSW Film Festival อีกด้วย

นอกจากนี้ ความดีงามยังการันตีคุณภาพด้วยนักแสดงชั้นนำอย่าง “Shia Labeouf” จาก Transformer 1 (2007) และ Lawless (2012), “Dakota Johnson”

จากไตรภาค Fifty Shades of Grey และ “Zack Gottsagen” นักแสดงผู้เป็นดาวน์ซินโครมจริงๆ เข้าฉาย วันที่ 26กันยายนนี้ ทุกโรงภาพยนตร์

ThePeanutButterFalcon

Credit : a day bulletin

West Side Story ฉบับรีเมค

พระเอกหนุ่ม “แอนเชล เอลกอร์ธ” นาทีนี้เขามาแรงมิใช่น้อย เพราะนอกจากหนังภาคต่อ “Baby Driver 2” แล้ว

เขายังติดงานแสดงนำภาพยนตร์อีกหนึ่งเรื่องเยี่ยม นั่นคือ “West Side Story” ผลงานการรีเมกโดยพ่อมดแห่งฮอลลีวูด “สตีเว่น สปีลเบิร์ก” (พูดกันว่าเขารักผลงานต้นฉบับเอามากๆ จนขอลงมากำกับเอง)

สำหรับ “West Side Story” จะเล่าเรื่องราวของแก๊ง “ชาร์ค และ เจ็ตส์” ผู้พยายามต่อสู้กันเพื่อชิงความเป็นหนึ่งบริเวณย่าน “อัปเปอร์ เวสไซด์” เมืองนิวยอร์ก แต่กระนั้นมันก็ดันเกิดเรื่องที่ไม่มีใครคาดคิดเมื่อ “โทนี่ (แอลเซล เอลกอร์ธ)” สมาชิกแก๊งเจ็ตส์ ผู้เป็นตัวเอกของเรื่อง ดันไปตกหลุมรักกับ “มาเรีย (เรเชลเช็กเลอร์)” น้องสาวของหัวหน้าแก๊งคู่อริ จนนำไปสู่จุดจบอันแสนจะน่าเศร้า และตราตรึงใจผู้ชมมาจนถึงทุกวันนี้

WestSideStory

Credit : Starpics