รีวิวหนัง Pandorum

หนังแนวแอ็คชั่นไซไฟเรื่อง Pandorum นี้ ก็ต้องบอกว่า ดีกว่าที่ได้คาดหวังเอาไว้ก่อนดูมาก ๆ เพราะหลังจากที่ลองหาหนังแนวตลุยอวกาศมาดูมากมายหลายเรื่อง เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่ประทับใจมาก และ ก็เป็นคำถามว่า เราไปอยู่ไหนมาทำไมเพิ่งเคยดู

เพราะหนังเรื่องนี้ก็เข้าฉายเมื่อปี 2009 นู่นเลย แต่กลับได้รับกระแสที่ไม่ค่อยดีนักจากรายได้ช่วงออกฉาย แต่เมื่อได้ดูแล้วก็ต้องบอกเลยว่า หนังทำออกมาได้เป็นอย่างดี ทั้งสนุก และ น่าติดตามตลอดทั้งเรื่อง และ ยังหลอน และ ลุ้น อีกด้วย

ซึ่งก็กลายมาเป็นหนังอีกเรื่องในดวงใจของผมเลยครับ ทั้งเนื้อหา และ ความน่าตื่นเต้น ที่แม้ว่ามันจะมีหลาย ๆ เรื่อง ทำออกมาแล้ว แต่สำหรับเรื่องนี้มันดีเลยล่ะครับ บอกเลยว่า ตลอดทั้งเรื่อง เราจะค่อย ๆ รู้คำตอบต่าง ๆ ของหนังไปเรื่อย ๆ นี่แหละครับความเจ๋งของมัน จนตอบจบ ก็ยังต้องมานั่งวิเคราะห์หาคำตอบกันอีกเลยทีเดียว ซึ่งบอกเลยว่าใครยังไม่เคยดูต้องหามาดูกันเลยครับ

ขอบคุณรูปภาพปกจาก doomovie-hd.com

เนื้อเรื่องของหนัง Pandorum

สำหรับเนื้อเรื่องของหนังเรื่อง Pandorum ก็เกี่ยวกับยานอวกาศซึ่งเป็นยานขนส่ง และ พาผู้คนกลุ่มหนึ่งขึ้นไปทดลอง การใช้ชีวิตอยู่บนดาวดวงใหม่ เพราะใกล้ถึงเวลาที่โลกจะถึงกาลอวสานแล้ว แต่ด้วยการใช้เวลาในการเดินทาง เป็นร้อย ๆ ปี

จึงต้องใช้วิธีการให้มนุษย์บนยานขนส่งหลับไปยาว ๆ แบบว่าสตาฟร่างกายเอาไว้ และ เมื่อฟื้นถึงเวลาขึ้นมา ความทรงจำต่าง ๆ ก็จะเริ่มย้อนคืนกลับมาเรื่อย ๆ แต่เมื่อสองนักบินอวกาศผู้ทำหน้าที่ในการขับย่าน ได้ตื่นขึ้นมาในเวลาที่ครบกำหนดการทำหน้าที่ กลับพบว่าในยานอวกาศได้มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น และ มีตัวสัตว์ประหลาด อยู่ภายในยาน และพวกเขาทั้งคู่จะสามารถเอาชีวิตรอดได้หรือไม่ ก็ต้องติดตามกันในหนังได้เลยครับ

วิดีโอตัวอย่างหนัง :

นักแสดงของหนัง Pandorum

สำหรับนักแสดงของหนังเรื่อง Pandorum ผู้ที่รับบทนักบินอวกาศ เดนนิส เคว็ด กับ เบน ฟอสเตอร์ ก็สามารถถ่ายทอดการแสดงออกมาได้เป็นอย่างดี ทำให้เราเข้าถึงและอินไปกับหนังเป็นอย่างมาก และ ยังมีนักแสดงสมทบอีกมากมาย ทั้ง อันท์เจ ทรอว์ นักแสดงสาว แคม จีกอนเดต์ , คุง ลี ,นอร์แมน ลีดัส , เอ็ดดี้ รูส ซึ่งก็สามารถถ่ายทอดการแสดงออกมาได้เป็นอย่างดี และ ก็เข้าถึงบทหนังเป็นอย่างมาก นอกจากจะได้รับชม หนังสนุก ๆ มันส์ ๆ น่าติดตามแล้ว ก็ยังได้ดูการแสดงที่เข้มข้น และ น่าสนใจ เป็นอย่างมาก ซึ่งหากใครที่กำลังมองหาหนังสนุก ๆ สักเรื่องมาดูในช่วงวันหยุดอยู่ ก็แนะนำกับเรื่องนี้เลยครับ

ขอบคุณรูปภาพจาก movie.mthai.com

#Pandorum #หนังแอ็คชั่นไซไฟ #หนังผจญภัยอวกาศ

รีวิวหนัง Pulp Fiction

หนังจากยอดผู้กำกับหนังดี ที่การทำหนังของเขาออกมาแต่ละเรื่องล้วนแล้วแต่สร้างความฮือฮา ทั้งคำชื่นชม และ ด้านความบันเทิง เควนติน ทาลันติโน สร้างหนังเรื่องนี้ออกมาในปี 1994 เป็นปีที่เรียกได้ว่าการแข่งขันในด้านของหนังคุณภาพนั้นสูงมากๆ โดยในปีนั้นมีหนังที่ออกฉายมาพร้อมๆกัน อย่าง Forest Gump , Shawshank Redemption และ The Lion king ซึ่งแต่ละเรื่องทุกคนน่าจะรู้จักกันดีในด้านของคุณภาพของหนัง แต่แม้ว่าหนังเรื่อง Pulp Fiction จะไม่สามารถเข้าไปต่อกรในเวทีรางวัลต่างๆเพื่อคว้ารางวัลได้ แต่ก็ได้รับการยอมรับจากนักวิจารณ์มากมายในแง่บวก และนั่นก็ส่งผลให้ผู้กำกับอย่าง เควนติน ทาลันติโน กลายเป็นที่ยอมรับขึ้นมาอย่างรวดเร็ว แม้ว่าหนังเรื่องนี้จะออกมากว่า 20 กว่าปี แล้ว แต่ก็ต้องบอกว่าเป็นหนังที่ไม่เก่าเลย ทั้งเนื้อเรื่อง และ การนำเสนอของหนัง งานด้านภาพความพิถีพิถัน และการแสดงที่เรียกได้ว่าขึ้นหิ้งของเหล่านักแสดง ที่ผมชอบที่สุดในหนังก็ต้องยกให้ในส่วนของการแสดงเลยครับ คือดีงามพระราม9 มาก ๆ ซึ่งยอมรับเลยว่า มันทำให้นึกถึงหนังในยุคนี้ที่ทำออกมานั้นไม่มีเสน่ห์ได้เหมือนกับหนังเก่าๆเลย

ขอบคุณรูปภาพปกจาก indiewire.com

เนื้อเรื่องของหนัง Pulp Fiction

Pulp Fiction เป็นหนังที่นำเสนอเรื่องราว 3 เรื่องราวในหนังเรื่องเดียว เหมือนเราได้ดูหนังแยกย่อยในหนังเรื่องเดียวที่มีความต่อเนื่องกัน โดยผ่านตัวละคร วินเซนต์ รับบทโดย จอห์น ทราโวต้า ซึ่งรับบทเป็นนักฆ่า ซึ่งมีคู่หูคือ จูลล์ รับบทโดย แซมมัวแอล แจ็คสัน โดยทั้งคู่รับหน้าที่ในการตามงานที่ได้รับหมอบหมาย ไม่ว่าจะเอาของที่ถูกขโมยไปคืนมา หรือ ตามเก็บคน และแม้กระทั่ง การดูแลเมียของหัวหน้า ซึ่งเรื่องราวมันช่างอิรุงตุงนังซะเหลือเกิน และจุดจบของพวกเขาจะเป็นอย่างไรนั้นก็ต้องไปติดตามกันในหนังครับ

วิดีโอตัวอย่างหนัง :

สิ่งที่ได้จากหนังเรื่อง Pulp Fiction

Pulp Fiction ทำให้เราได้รู้เกี่ยวกับเรื่องของความเชื่อ และบวกรวมเข้ากับเรื่องของความเชื่อทางศาสนา พระเจ้ามอบชีวิตให้กับเรา แต่เราเองที่ไม่ทำให้มันดี และพระเจ้าจะให้โอกาสเรา และเราต้องเลือกว่าจะหันกลับมาเดินไปในทางที่ดีหรือจะเลือกเดินในทางที่เลว หนังสอนให้เราได้เข้าใจในตรงจุดนี้อย่างแยบยล มันทำให้เราได้รู้ว่า คนที่ไม่ดีก็ใช่ว่าจะมีจิตใจไม่ดีเสมอไป ทุกอย่างอยู่ที่เราแล้วและก่อนมันจะสายไปจะมีคำเตือนมาเสมอ

ขอบคุณรูปภาพจาก juanvilar.com

#อย่าตายถ้ายังไม่ดู #Pulp Fiction #สุดยอดหนังต้องดู

รีวิวหนัง once upon a time in hollywood

หนังเรื่องนี้กำกับโดยผู้กำกับ ยอดฝีมืออีกหนึ่งคน ในวงการหนัง เขาคือ เควนติน ทารันติโน ก็ต้องบอกเลยว่าหนังที่เขาสร้างแต่ละเรื่องไม่เคยทำให้ผิดหวัง และการตีความในมุมมองของหนังเรื่องนี้ once upon a time in Hollywood เขาสามารถถ่ายทอดความงดงามของฮอลลีวูดในยุคนั้นออกมาให้เราผู้ชมที่ไม่เคยรู้ ได้ย้อนวันเวลาไปชมความน่าพิศมัยว่ากาลครั้งหนึ่งในฮอลลีวูดมันสวยงามแค่ไหน แล้วคุณจะประทำใจกับหนังเรื่องนี้ครับ ห้ามพลาดโดยเด็ดขาด

เนื่อเรื่องของหนัง once upon a time in hollywood

หนังที่จะพาเราย้อนยุคไปชมบรรยากาศของฮอลลีวูด ในปี 1969 ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นปีที่สิ้นสุดของยุคฮิปปี้ และเป็นปีที่มีเรื่องราวเหตุสะเทือนขวัญเกิดขึ้นในวงการหนังฮอลลีวูด โดยเรื่องนี้มีการอิงมาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง เมื่อ ชาร์ลส์ แมนสัน ซาตานในคราบฮิปปี้ ได้ตั้งลัทธิขึ้นที่มีความคิดเหยียดสีผิว และความคิดของเขาคือการตั้งใจก่อเหตุฆาตกรรมเพื่อโยนความผิดให้กับคนผิวดำ ในคืนหนึ่งกลุ่มของเขาได้ก่อเหตุการณ์สะเทือนขวัญขึ้น โดยการบุกเข้าไปที่บ้านพักของผู้กำกับหนังชื่อดัง และสังหารภรรยาของเขา ซึ่งเป็นดาราฮอลลีวูดและเธอกำลังตั้งครรค์ได้ 8 เดือน พร้อมกับเพื่อน ๆ ของเธอ อีก 4 คน อย่างโหดเหี้ยม

นักแสดงของหนังเรื่อง once upon a time in Hollywood

หนังเรื่องนี้นำแสดงโดย ลีโอนาร์โด ดิคราปริโอ และแบรด พิตต์ ร่วมด้วย อัล ปาชิโน , เคิร์ต รัสเซลล์ และอีกมากมาย เป็นหนังที่รวมอาดารามากฝีมือมาไว้ในหนังเรื่องนี้ และแต่ละคนชื่อชั้นไม่ต้องพูดถึง การันตีด้วยรางวัลต่าง ๆ มากมาย ทั้งออสการ์ และลูกโลกทองคำ ท่านจะได้รับชมการแสดงที่เรียกได้ว่าสมบทบาท และเพลิดเพลินไปกับตัวละครที่เขาได้รับบทบาท จนเราเชื่อว่าตัวละครนั้นมีตัวตนอยู่จริง

โดยในเรื่อง ลีโอนาร์โด ดิคราปริโอ รับบทเป็นนักแสดงฮอลลีวูดผู้มีชื่อเสียง โดยมี แบรด พิตต์ รับบทเป็นบอดีการ์ดประจำตัวของเขา และทั้งสองคนก็เป็นตัวดำเนินเรื่องที่จะพาให้เรา เดินทางย้อนเวลาเพื่อรับรู้กับเหตุการณ์ ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในฮอลลีวูด ในปี 1969 ว่ามีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้นบ้าง ทั้งการมีชื่อเสียงโด่งดังของ บรูซ ลี ยุคของผู้กำกับหนังชื่อดัง โรมัน โปรันสกี และ เหตุการณ์สะเทือนขวัญ ที่เกิดขึ้นกับดาราหนัง ชาลอน เทต ที่บทสรุปของหนัง จะจบลงอย่างไร  once upon a time in Hollywood คือคำตอบครับ

รีวิวหนัง once upon a time in hollywood

หนังเรื่องนี้กำกับโดยผู้กำกับ ยอดฝีมืออีกหนึ่งคน ในวงการหนัง เขาคือ เควนติน ทารันติโน ก็ต้องบอกเลยว่าหนังที่เขาสร้างแต่ละเรื่องไม่เคยทำให้ผิดหวัง และการตีความในมุมมองของหนังเรื่องนี้ once upon a time in Hollywood เขาสามารถถ่ายทอดความงดงามของฮอลลีวูดในยุคนั้นออกมาให้เราผู้ชมที่ไม่เคยรู้ ได้ย้อนวันเวลาไปชมความน่าพิศมัยว่ากาลครั้งหนึ่งในฮอลลีวูดมันสวยงามแค่ไหน แล้วคุณจะประทำใจกับหนังเรื่องนี้ครับ ห้ามพลาดโดยเด็ดขาด

เนื่อเรื่องของหนัง once upon a time in hollywood

หนังที่จะพาเราย้อนยุคไปชมบรรยากาศของฮอลลีวูด ในปี 1969 ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นปีที่สิ้นสุดของยุคฮิปปี้ และเป็นปีที่มีเรื่องราวเหตุสะเทือนขวัญเกิดขึ้นในวงการหนังฮอลลีวูด โดยเรื่องนี้มีการอิงมาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง เมื่อ ชาร์ลส์ แมนสัน ซาตานในคราบฮิปปี้ ได้ตั้งลัทธิขึ้นที่มีความคิดเหยียดสีผิว และความคิดของเขาคือการตั้งใจก่อเหตุฆาตกรรมเพื่อโยนความผิดให้กับคนผิวดำ ในคืนหนึ่งกลุ่มของเขาได้ก่อเหตุการณ์สะเทือนขวัญขึ้น โดยการบุกเข้าไปที่บ้านพักของผู้กำกับหนังชื่อดัง และสังหารภรรยาของเขา ซึ่งเป็นดาราฮอลลีวูดและเธอกำลังตั้งครรค์ได้ 8 เดือน พร้อมกับเพื่อน ๆ ของเธอ อีก 4 คน อย่างโหดเหี้ยม

นักแสดงของหนังเรื่อง once upon a time in Hollywood

หนังเรื่องนี้นำแสดงโดย ลีโอนาร์โด ดิคราปริโอ และแบรด พิตต์ ร่วมด้วย อัล ปาชิโน , เคิร์ต รัสเซลล์ และอีกมากมาย เป็นหนังที่รวมอาดารามากฝีมือมาไว้ในหนังเรื่องนี้ และแต่ละคนชื่อชั้นไม่ต้องพูดถึง การันตีด้วยรางวัลต่าง ๆ มากมาย ทั้งออสการ์ และลูกโลกทองคำ ท่านจะได้รับชมการแสดงที่เรียกได้ว่าสมบทบาท และเพลิดเพลินไปกับตัวละครที่เขาได้รับบทบาท จนเราเชื่อว่าตัวละครนั้นมีตัวตนอยู่จริง

โดยในเรื่อง ลีโอนาร์โด ดิคราปริโอ รับบทเป็นนักแสดงฮอลลีวูดผู้มีชื่อเสียง โดยมี แบรด พิตต์ รับบทเป็นบอดีการ์ดประจำตัวของเขา และทั้งสองคนก็เป็นตัวดำเนินเรื่องที่จะพาให้เรา เดินทางย้อนเวลาเพื่อรับรู้กับเหตุการณ์ ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในฮอลลีวูด ในปี 1969 ว่ามีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้นบ้าง ทั้งการมีชื่อเสียงโด่งดังของ บรูซ ลี ยุคของผู้กำกับหนังชื่อดัง โรมัน โปรันสกี และ เหตุการณ์สะเทือนขวัญ ที่เกิดขึ้นกับดาราหนัง ชาลอน เทต ที่บทสรุปของหนัง จะจบลงอย่างไร  once upon a time in Hollywood คือคำตอบครับ

#once upon a time in Hollywood #รีวิวหนังฮอลลีวูด #หนังดังหนังดี

รีวิวหนัง Dukhtar ภาพยนตร์เสียดสีเรื่องสิทธิสตรีได้ดีที่สุด

ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบดูภาพยนตร์ที่เกี่ยวข้องกับการเสียดสีสังคม คุณสามารถหาดูได้ทั่วไป เพราะปัจจุบันมีหลายประเทศที่ทำภาพยนตร์แนวเสียดสีสังคมออกมาอย่างมากมาย ทั้งเรื่องสิทธิสตรี LGBT ปัญหาเรื่องการบูลลี่ ปัญหาสีผิใ ปัญหาเรื่องเชื้อชาติ ฯลฯ ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับปัญหาสังคมของแต่ละประเทศที่ต้องการจะถ่ายทอดออกมาผ่านภาพยนตร์ ยิ่งถ้าประเทศที่ผลิตภาพยนตร์นั้น ๆ เป็นประเทศที่ประสบปัญหาอย่างแม้จริง จะยิ่งทำให้ตัวของหนังมีความสมจริงมากขึ้น อย่างเรื่องที่เราจะมารีวิววันนี้ก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสิทธิสตรีโดยตรง มีชื่อเรื่องว่า Dukhtar นั่นเอง

ขอบคุณเครดิตภาพปกจาก  pri

เรื่องย่อ Dukhtar

Dukhtar เป็นภาพยนตร์สัญชาติปากีสถานที่เข้าฉายใน Netflix ว่าด้วยเรื่องราวของสองแม่ลูกที่ถูกไล่ล่าเพราะหนีพิธีคลุมถุงชน อัลล่า ราคี คนเป็นแม่ที่ต้องพาลูกสาววัย 14 ปี หนีพิธีคลุมถุงชนกับเจ้าบ่าวที่อายุราวพ่อ เธอทำใจไม่ได้ที่จะเห็นลูกสาวแต่งงานกับชายแก่ที่เป็นผู้มีอิทธิพลในพื้นที่เพราะไม่อยากให้อนาคตลูกสาวซ้ำรอยกับต้น ตนพยายามพาลูกสาวหนีไปบ้านเกิดของเธอที่เธอไม่เคยได้กลับไปเลยตั้งแต่แต่งงาน

แต่ว่าการหนีครั้งนี้ไม่ใช่เรื่อง่าย เพราะแทบทุกตารางนิ้วของพื้นที่เต็มไปด้วยอิทธิพลของจอร์แซร์ ข่าน คนที่ลูกสาวของเธอต้องแต่งงานด้วย แต่ด้วยความบังเอิญ เธอได้รับความช่วยเหลือของโซฮาล คนขับรถบรรทุกหนุ่มรูปงามที่พบโดยบังเอิญ ทำให้จับพลัดจับพลู เขาต้องจำใจช่วยเธอกับลูกให้พ้นจากเงื้อมือของจอร์แซ ข่าน เพื่อพาสองแม่ลูกไปส่งให้ถึงที่หมายอย่างปลอดภัย

Dukhar หนังที่เสียดสีความเหลื่อมล้ำของผู้หญิงได้อย่างเจ็บแสบ

ประเด็นหลักของภาพยนตร์เรื่องนี้คือประเด็นที่ต้องการเสียดสีเรื่องของสตรีในประเทศแถบตะวันออกกลาง ที่มีความเหลื่อมล้ำทางเพศสูง โดยเฉพาะเพศหญิงที่ต้องเปรียบเหมือนช้างเท้าหลังของสามี ผู้หญิงต้องแต่งงานตั้งแต่อายุยังน้อยด้วยวิธีการคลุมถุงชน พอหลังจากแต่งงานฝ่ายชายาจะเป็นใหญ่สุดในบ้าน ภรรยาแทบไม่มีสิทธิ์ ไม่มีเสียงในการแสดงความคิดเห็นอะไรเลย อย่างในภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ตัวของราคีถูกจับแต่งงานตั้งแต่อายุ 15 หลังจากแต่งงานเธอต้องย้ายมาอยู่ในเมืองของสามี เธอไม่มีโอกาสได้กลับไปเยี่ยมแม่ที่บ้านเกิดอีกเลย และเธอก็ไม่มีสิทธิ์ ไม่มีเสียงในการแสดงความคิดเห็นกับสามี แม้กระทั่งเรื่องที่ลูกเธอถูกบังคับให้แต่งงานกับชายชราอายุคราวพ่อ เธอก็ไม่สามารถคัดค้านสามีได้ นั่นทำให้เธอตัดสินใจพาลูกสาวหนี และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดของภาพยนตร์เรื่องนี้

คะแนนรีวิว 10/10

ขอบคุณเครดิตภาพจาก  rababistan official

#Dukhar #รีวิวหนังน่าดู #หนังเสียดสีสังคม

รีวิวหนัง Netflix : The Last Letter From Your Lover หนังรักอบอุ่นหัวใจของสองช่วงเวลา

หนังรักโรแมนติค Netflix หนังแนะนำ The Last Letter From Your Lover

นาน ๆ ที จะมีหนังรักอย่าง The Last Letter From Your Lover เข้าผ่านตามาให้เห็นทางเน็ตฟลิกซ์ แน่นอนว่าถ้าใครได้ดูตัวอย่างแล้ว อาจจะดูเป็นพล็อตที่ไม่ได้ใหม่อะไร เป็นความการเล่าเรื่องราวความรักของคนสองยุคที่ตัดสลับกันไปมา แต่คุณจะพบว่ามันทรงพลังและน่าดึงดูดมาก ๆ เพราะฉะนั้นในบทความนี้ เราจะมาค่อย ๆ ดูกันว่า หนังรักโรแมนติค Netflix เรื่องนี้ จะน่าดูแบบในตัวอย่างหรือเปล่า

เรื่องย่อ หนังรัก The Last Letter From Your Lover

เป็นเรื่องราวของนักข่าวสาวคนหนึ่ง ที่มีชีวิตรักที่มักจะผิดหวัง เมื่อวันหนึ่งเธอได้ไปเจอเข้ากับ จดหมายรักเก่า ซึ่งเธอก็ได้พยายามตามหาที่มาของจดหมาย และพบว่าคู่รักในจดหมายนั้น ยังมีชีวิตอยู่ในปปัจจุบัน ซึ่งก็คือหญิงสาวที่ประสบอุบัติเหตุจนเสียความทรงจำ เธอนั้นเคยมีความรักต้องห้ามกับชายหนุ่มคนหนึ่ง ในขณะที่เธอแต่งงานแล้ว ปัจจุบันเขาและเธอก็ยังไม่ได้มีโอกาสปรับความเข้าใจกัน

สามารถดูตัวอย่างได้ที่

The Last Letter From Your Lover หนังรัก พล็อตเรื่องไม่ใหม่ แต่ทรงพลัง

อย่างที่ได้กล่าวไปในข้างตนว่า พล็อตเรื่องของหนังเรื่องนี้ไม่ใช่พล็อตเรื่องใหม่อะไร เรื่องราวความสัมพันธ์ของทั้งสองคู่นั้นก็ดูเหมือนจะไม่ได้มีน้ำหนักเท่าไรนัก หลาย ๆ คน อาจจะมองว่าพล็อตแบบนี้ตกยุคไปแล้วด้วยซ้ำ แต่ด้วยความที่พล็อตมันเก่า เลยทำให้ยังมีความขลังบางอย่าง และยิ่งเป็นการเล่าเรื่องแบบตัดสลับไปมาระหว่างสมัยก่อนกับปัจจุบัน ถึงแม้คนดูจะเดาทางได้ แต่ก็ยังน่าติดตามและเอาใจช่วยในความรักของพวกเขาอยู่ดี เลยทำให้บทสรุปความโรแมนติคของเรื่องนี้ยังถือว่าพอได้ แต่การเล่าเรื่องอาจจะง่ายไปหน่อยเท่านั้นเอง

หนังรัก Netflix The Last Letter From Your Lover ภาพสวย นักแสดงดี

ถึงแม้ว่าอาจจะมีปัญหาใหญ่ตรงพล็อตเรื่องที่ไม่ค่อยมีน้ำหนักนัก แต่ก็ไม่ได้น่าเกลียดจนดูไม่ได้ และสิ่งที่ทำให้คนดูอิ่มเอมกับหนังเรื่องนี้เลยก็คือ ความรักอันแสนจะหวานเลี่ยนแบบเก่า ๆ นี่แหละ และยิ่งบรรยากาศในการถ่ายทำของสองช่วงยุคสมัยก็ทำออกมาได้ดีมาก ๆ ทำให้เราเห็นความต่าง และมนต์เสน่ห์ของความรักที่ต่างยุคกันออกไปด้วยเช่นเดียวกัน อีกทั้งนักแสดงของเรื่องนี้ ก็แสดงได้อย่างเต็มที่ ถึงแม้ว่าตัวบทของตัวละครจะยังไม่ค่อยเต็มที่นัก แต่งานนี้นักแสดงแต่ละคนก็พยายามทำให้ตัวละครของตัวเองดูมีเสน่ห์มากที่สุด มาถึงตรงนี้ก็บอกได้เลยว่า สำหรับใครที่คิดถึงบรรยากาศ หนังรักโรแมนติค ต่างประเทศ ที่ไม่ต้องคิดอะไรมาก ก็ควรจะต้องดูแล้วล่ะ

#The Last Letter From Your Lover #หนังรัก Netflix #แนะนำหนัง Netflix

รีวิวหนัง Netflix : Blood Red Sky เมื่อโจรปล้นเครื่องบินปะทะกับแวมไพร์สุดโหด

หนังแวมไพร์ Blood Red Sky หนังปล้นเครื่องบิน Netflix

เรียกได้ว่ากระแสหนัง Blood Red Sky ของ Netflix ค่อนข้างมาแรงพอสมควร เนื่องจากพล็อตเรื่องของเรื่องนี้ค่อนข้างโดดเด่นมาก ๆ แถมยังใจถึง เลือดสาดกันพอสมควร ใครที่เป็นแฟน หนังระทึกขวัญ ที่มีความเป็น หนังแอ็คชั่น เอาตัวรอด ปนมาอยู่ด้วย แทรกด้วยปมดราม่าตามประสา น่าจะชอบมาก ๆ เพราะส่วนตัวแล้วคิดว่าหนังเรื่องนี้เป็น หนังมันส์ ๆ เรื่องหนึ่งเลยทีเดียว

เรื่องย่อ หนังเน็ตฟลิกซ์ Blood Red Sky

เป็นเรื่องราวของแม่ลูกคู่หนึ่ง ที่ตัดสินใจบินไปยังอเมริกา เนื่องจากคนเป็นแม่ต้องไปรักษาโรคบางอย่าง แต่แล้วเมื่ออยู่บนเครื่องบิน กลับมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น ได้มีผู้ก่อการร้ายพยายามจี้เครื่องบิน ทำให้งานนี้เกิดความวุ่นวายบนเครื่องบินอย่างหนัก ทำให้คนเป็นแม่ต้องทำทุกอย่างเพื่อปกป้องลูกของตัวเอง ถึงแม้ว่าจะเป็นการเปิดเผยตัวตนในด้านที่เธอไม่อยากให้ใครรับรู้ก็ตาม

สามารถรับชมตัวอย่างได้ที่

Blood Red Sky หนังระทึกขวัญ เลือดสาด เพราะความโหดของแวมไพร์

สำหรับโรคปริศนาที่คนแม่เป็นนั้นก็คือแวมไพร์ (ไม่ถือว่าสปอยล์) ที่ทำให้เรื่องราวมันน่าสนใจมากกว่า โจรจี้เครื่องบินเรื่องอื่น ๆ เพราะดีกรีความโหดและเลือดสาดของเรื่องนี้ บอกเลยว่าใจถึงพอสมควร และที่บอกว่าโหด ไม่ใช่แค่ตัวแวมไพร์เอง เพราะทางฝั่งโจรเองก็โหดไม่ใช่เล่น แถมการวางแผนจี้เครื่องบินนั้น ก็วางแผนมาเป็นอย่างดี มีเหตุผลความเป็นไปได้ยอมรับอยู่ ซึ่งตรงนี้ถือว่าน่าประทับใจมาก ๆ แต่ความสนุกหลักของเรื่องก็อยู่ที่การต่อสู้กันไปมาระหว่างแวมไพร์กับโจรนี่แหละ เพราะทางโจรที่โหดอยู่แล้วกับแม่ที่เป็นแวมไพร์ ก็ต้องจำใจโหดเพื่อปกป้องลูก ใครที่ชอบหนังระทึกหน่อย ต้องถูกใจอย่างแน่นอน

หนังแวมไพร์ Blood Red Sky แวมไพร์สมัยใหม่ น่ากลัวกว่าเดิม ?

สำหรับอีกเรื่องที่อยากจะขอชื่นชมก็คือ รายละเอียดของตัวแวมไพร์ในเรื่อง ซึ่งค่อนข้างแปลกใหม่และดีมาก ๆ เพราะเราจะได้เห็นรูปลักษณ์ที่ต่างจากที่เราเคยเห็นเล็กน้อย คือมีความน่าขนลุกขึ้นนั่นแหละ เป็นการใส่ความใหม่ลงไปให้กับแวมไพร์ แต่ในขณะที่ข้อจำกัดคลาสสิคบางอย่างก็ยังคงอยู่ อย่างเรื่องแสงอาทิตย์ เป็นต้น และที่สำคัญก็คือ แวมไพร์เวอร์ชั่นนี้ ต้องเติมเลือดเป็นระยะ เมื่อร่างกายอ่อนแอ ทำให้ตัวละครดูมีมิติ ไม่ได้เก่งเวอร์จนไม่มีข้อบกพร่อง จนเป็นฝ่ายที่ได้เปรียบเสมอไป จึงเป็นอีกจุดที่ทำให้ตัวหนังมีความนัวมากขึ้นไปอีกเท่าตัว สำหรับใครที่อยากดู หนังระทึกขวัญ แวมไพร์ แบบใหม่ ๆ ขอแนะนำให้ลองดูเรื่องนี้เลย รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอน

#Blood Red Sky #หนังแวมไพร์ #หนังระทึกขวัญ เลือดสาด

A Quiet Place Part II ภาพยนตร์ดีที่คุณควรรับชม

ปกติแล้วเวลามีภาพยนตร์เรื่องใดเรื่องหนึ่งประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ทางผู้สร้างก็มักจะทำการออกภาค 2 ตามมาเนื่องจากมันสามารถทำงานได้เป็นอย่างดี แต่ภาพยนตร์ส่วนใหญ่ก็มักจะต้องพบเจอกับอาถรรพ์ภาพยนตร์ภาคต่อที่ดันทุรังทำออกมาเพื่อเอาเงินจากผู้รับชมเท่านั้น แต่ไม่ใช่กับภาพยนตร์เรื่อง A Quiet Place Part II เนื่องจากในภาคแรกนั้นได้จบแบบทิ้งปริศนาเอาไว้ เวลาสร้างภาคต่อมามันจึงไม่น่าเกลียด ไม่เพียงเท่านั้นมันยังสร้างความอยากรู้อยากเห็นให้กับผู้รับชมอีกด้วยว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไรต่อไป แม้ว่ากระแสภาค 2 จะไม่เปรี้ยงป้างเท่ากับตอนออกภาคแรกเนื่องจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส covid-19 แต่หากใครที่เคยรับชมภาคแรกมาก่อนเราขอแนะนำว่าคุณไม่ควรพลาดภาพยนตร์ภาคต่อเรื่องนี้โดยเด็ดขาด

https://in.bookmyshow.com/tadipatri/movies/a-quiet-place-part-2

เรื่องราวในภาพยนตร์เรื่อง A Quiet Place Part II

https://thestandard.co/a-quiet-place-part-ii/

หากใครที่ยังไม่ได้รับชมภาพยนตร์เรื่อง A Quiet Place Part II ข้อความต่อไปนี้อาจเปิดเผยข้อมูลสำคัญ ในภาคนี้ภาพยนตร์จะยังคงเล่าเรื่องถึงครอบครัวแอบบ็อตเหมือนเดิม หลังจากที่ครอบครัวต้องสูญเสียสมาชิกไปจนทำให้เหลือเพียงแค่แม่ พี่สาวคนโตที่หูหนวกและเป็นใบ้ น้องชายคนกลางที่ขี้กลัว และเด็กทารกที่เพิ่งคลอดออกมาได้ไม่นาน พวกเขาก็ต้องเดินทางออกจากบ้านเนื่องจากเมื่อครั้งที่ถูกเหล่าเอเลี่ยนบุกเข้ามาโจมตี บ้านได้รับความเสียหายอย่างหนักจนไม่สามารถอาศัยอยู่ได้อีกต่อไป ที่สำคัญคือพวกเขารู้วิธีการต่อกรกับเหล่าสัตว์ประหลาดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หากเดินทางไปพบกับคนกลุ่มอื่นก็จะสามารถช่วยมวลมนุษยชาติที่ต้องอาศัยอยู่อย่างเงียบสงบให้สามารถกลับมาทวงคืนโลกใบนี้ได้สำเร็จ สิ่งนั้นก็คืออุปกรณ์ช่วยฟังของลูกสาวคนโตนั่นเอง แต่การเดินทางท่ามกลางอันตรายและมนุษย์ที่เปลี่ยนไปหลังจากต้องเอาตัวรอดท่ามกลางสภาวะกดดันเป็นเวลานานกว่าหนึ่งปี เต็มไปด้วยความยากลำบากและอุปสรรคที่ทำให้พวกเขานั้นต้องเผชิญกับความอันตรายอย่างถึงที่สุด แม้ว่าจะเอาตัวรอดมาได้แต่พี่สาวคนโตก็สามารถแกะสัญญาณจากเพลงวิทยุและต้องการจะเดินทางไปยังเกาะที่อยู่ใกล้กัน แม้ว่าผู้เป็นน้องชายจะไม่เห็นด้วยแต่สุดท้ายแล้วเธอก็แอบทุกคนเดินทางไปตามลำพัง เรื่องราวของพวกเขาจะเป็นอย่างไรต่อไป น่าติดตามรับชมต่อได้ในภาพยนตร์

ความรู้สึกหลังรับชมภาพยนตร์เรื่อง A Quiet Place Part II

https://pantip.com/topic/40803497

            A Quiet Place Part II จะไม่ได้เป็นภาพยนตร์ที่เน้นความเงียบเหมือนในภาค 1 อีกต่อไป ในภาคนี้จะมีองค์ประกอบหลายอย่างที่ช่วยให้เราได้ยินเสียงการพูดคุยกันของมนุษย์มากยิ่งขึ้น แม้ว่ามันจะไม่ได้เล่นกับความเงียบ แต่ภาพยนตร์ก็ยังคงสามารถถ่ายทอดความเครียดและความกดดันได้เหมือนเดิม เพียงแต่เพิ่มเติมความสนุกสนานในการต่อสู้เข้ามามากยิ่งขึ้น เรียกได้ว่าการถ่ายทอดเรื่องราวของภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่สามารถทำออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่มีช่วงจังหวะที่ทำให้เรารู้สึกเบื่อเลยแม้แต่น้อยขณะการรับชม

Link :

#A Quiet Place Part II #หนังระทึกขวัญ #รีวิวหนังน่าดู

[รีวิวหนัง] His house บ้านของใคร หนังสยองขวัญที่จะทำให้คุณขนหัวลุกก่อนนอน

His house หรือในชื่อภาษาไทยว่า บ้านของใคร เป็นภาพยนตร์แนวสยองขวัญที่สร้างขึ้นโดย Netflix เป็นเรื่องราวของครอบครัวชาวผิวสีที่หนีสงครามมาอยู่ในที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งทางการเป็นคนจัดบ้านให้อาศัยอยู่ ซึ่งก่อนหน้าที่ทั้งคู่จะย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่ ทั้งคู่เคยมีลูกสาว 1 คน แต่ก็ต้องสูญเสียลูกสาวไประหว่างการเดินทาง

ทั้งคู่ได้เข้ามาอยู่ในบ้านที่ทางรัฐจัดสรรให้สำหรับผู้ลี้ภัย โดยมีข้อแม้ว่าต้องอยู่ที่นี่ตลอด ด้วยความที่ไม่มีทางเลือกจึงจำเป็นต้องอยู่ หลังจากที่เข้ามาอยู่ ทั้งคู่ก็เริ่มรู้สึกแปลก ๆ กับบ้านหลังนี้ พวกเขาได้ยินเสียงฝีเท้าคน เสียงประหลาดจากอะไรก็ไม่รู้ได้ จนนำมาสู่เหตุการณ์สยองขวัญที่ตามมา

สิ่งที่น่าสนใจในเรื่อง His house

ถึงแม้ว่าว่าเรื่อง His house อาจจะไม่ค่อนได้รับความนิยมมากเท่าไหร่ แม้แต่คะแนนใน IMDB ก็ได้ไปเพียง 6.4 เท่านั้น แต่เราต้องบอกเลยว่า เรื่องนี้เป็นหนังที่หลอนใช้ได้เลย อย่างในเรื่องของบรรยากาศที่มีให้ความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะมุมหนึ่งของโลกกำลังร้อนเป็นไฟจากสงคราม ส่วนอีกมุมนึงก็สงบสุขราวกับเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยที่สุด อย่างตัวละครเอกของเรื่องอย่างรีอัลกับโบล ที่ย้ายเข้ามาอยู่ที่อังกฤษก็คิดว่ามันเป็นสถานที่ที่ปลอดภัย แต่ว่าต้องมาเจอเรื่องที่ดูเหมือนจะร้ายแรงพอ ๆ กับสงคราม มันคือเรื่องของสิ่งที่มองไม่เห็น ฉะนั้น มันเลยเป็นความอึดอัดใจของตัวละครเอกที่ต้องเลือกระหว่าง 2 สิ่ง คือทนอยู่ในบ้านหลังนี้แต่ต้องเจอกับเรื่องประหลาดหรือกลับไปประเทศตัวเองแต่ต้องผจญกับสงคราม เป็นทางเลือกที่เรียกได้ว่า ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย เพราะไม่สามารถไปทางอื่นได้แล้ว

พูดถึงสิ่งที่ประทับใจไปแล้ว มาถึงสิ่งที่ไม่ค่อยประทับใจบ้างดีกว่า สิ่งที่ไม่ค่อยชอบสำหรับหนังเรื่อง คือ การกำกับและใส่ซาวด์ อย่างเรื่องของการกำกับ มันจะมีหลายฉากที่ผู้กำกับจงใจทำให้ตกใจตามสไตล์หนังสยองขวัญ แต่สำหรับเราคิดว่ามันไม่ค่อยถูกจังหวะ บวกกับการใส่ซาวด์ที่ยัดเหยียดใส่มาให้ดูหลอน แต่จังหวะการใส่มันผิดจังหวะกับเหตุการณ์ จนทำให้ดูตลกและไม่เกิดความรู้สึกน่ากลัวเลยสักนิด แต่มันกลับดูแล้วน่ารำคาญมากกว่า

ถ้าถามความรู้สึกของฉันต่อหนังเรื่อง His house ต้องขอบอกเลยว่า ดูได้ไม่เสียหาย เนื้อเรื่องน่าสนใจใช้ได้ แต่ก็ไม่ถึงขั้นที่จะเป็นหนังดีขึ้นหิ้งขนาดนั้น

วิดีโอเพิ่มเติม :

คะแนนรีวิว : 6/10

เครดิตภาพปกโดย playinone

#His house #รีวิวหนัง Netflix #หนังสยองขวัญ

แนะนำหนังดีเรื่อง The godfather


            อีกหนึ่งภาพยนตร์ชื่อดังระดับตำนานกับ The godfather ที่ถึงแม้จะถูกฉายออกมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว แต่ความสนุกของภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ยังคงถูกพูดถึงอยู่เสมอ เพราะไม่ใช่แค่เนื้อเรื่องที่สนุกและเต็มไปด้วยความตื่นเต้น แต่ยังมีองค์ประกอบอื่น ๆ ที่ช่วยทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพ อย่างการได้นักแสดงนำอย่าง “มาร์ลอน แบรนโด” มารับบทเจ้าพ่อมาเฟียสุดโหด ก็เรียกกระแสตอบรับจากแฟน ๆ ได้เป็นอย่างดี

เรื่องย่อของภาพยนตร์เรื่อง The godfather


            เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วงหลังสงคราม ซึ่งในตอนนั้นเต็มไปด้วยการคอรัปชั่นมากมาย “วีโต คอร์เลโอเน” เจ้าพ่อมาเฟียที่ได้รับสมญานามว่า “ก็อดฟาเธอร์” โดยเขามีลูกชายบุญธรรมสองคน ได้แก่ “ทอม เฮเกน” ที่รับหน้าที่เป็นทนายประจำตัวของวีโต และ “จอห์นนี่ ฟอนเทน” ที่มีความใฝ่ฝันอยากจะเป็นนักแสดง วีโตที่อยากให้ลูกชายสมหวังก็ได้วานให้ทอมจัดการทุกอย่างให้ ซึ่งเมื่อภารกิจเสร็จสิ้นไป วีโตก็ได้รับคำเชิญจากพ่อค้ายารายใหญ่อย่าง “ซอลอสโซ่” ที่อยากจะขอความร่วมมือจากวีโต แต่วีโตเองก็เป็นมาเฟียที่มีตำรวจหนุนหลัง หากเขาเข้าร่วมมือกับซอลอสโซ่ เขาก็จะเสียกำลังตำรวจไป ทำให้วีโตเลือกที่จะปฏิเสธ และเกิดเป็นความวุ่นวายตามมา การตามล่าล้างแค้นระหว่างผู้มีอิทธิพล การทรยศหักหลังที่มาพร้อมกับความสัมพันธ์ที่ยากจะหลีกเลี่ยง นี่คือช่วงเวลาแห่งความรุ่งเรืองของยุคมาเฟียและกำลังดำดิ่งลงสู่จุดต่ำสุดอย่างฉุดไม่อยู่

สิ่งที่น่าสนใจในภาพยนตร์เรื่อง The godfather

            สิ่งที่น่าสนใจภายในภาพยนตร์เรื่อง The godfather ก็คือการสร้างตัวละครภายในเรื่อง ที่ทำให้รู้สึกดูแล้วเชื่อว่าพวกเขาคือเหล่าผู้มีอิทธิพลจริง ๆ ทำให้เข้าถึงบรรยากาศความตึงเครียดและความมีอำนาจบางอย่างได้เป็นอย่างดี สำหรับใครที่ชื่นชอบภาพยนตร์ที่หักเหลี่ยมกันไปมา หลอกลวงแบบแผนซ้อนแผน แก้เผ็ดกันแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน คงจะรู้สึกชื่นชอบภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นพิเศษ เพราะการแสดงที่เต็มไปด้วยการเจรจาเชือดเฉือน หรือการโจมตีกันและกันระหว่างเหล่าผู้มีอิทธิพล ต่างก็ทำออกมาได้อย่างสมจริง ทำให้ความสนุกตื่นเต้นของภาพยนตร์เรื่องนี้สูงมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังได้รวบรวมนักแสดงมากฝีมือมาประชันบทบาทกันอย่างได้อรรถรสอีกด้วย

            The godfather เป็นภาพยนตร์ที่ควรค่าแก่การรับชมสักครั้ง ด้วยรางวัลการันตีความดีงามของภาพยนตร์เรื่องนี้ บวกกับกระแสตอบรับจากแฟน ๆ ที่มีการพูดถึงกันในแง่บวกเป็นหลัก พร้อมกับการให้คำวิจารณ์จากผู้เชี่ยวชาญถึงความมีคุณภาพคับแก้ว ดังนั้นจึงไม่ควรพลาดกับภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นอันขาด

วิดีโอตัวอย่าง :

#The godfather #The godfatherตำนาน #ต้องดูก่อนตาย

แนะนำ 5 ภาพยนตร์อนิเมชั่นจากสตูดิโอ Ghibli

เอาใจสายหนังภาพยนตร์อนิเมชั่นกันบ้าง กับผลงานการสร้างสุดยอดเยี่ยมจากสตูดิโอชื่อดังแห่งแดนปลาดิบอย่าง “Studio Ghibli” ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้สร้างอนิเมชั่นคุณภาพแห่งยุคนี้ มีผลงานอนิเมชั่นที่น่าสนใจอยู่หลายเรื่องด้วยกัน ซึ่งผลงานต่าง ๆ มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง โดยเฉพาะลายเส้นที่ทำให้ใครต่อใครก็ต่างสามารถจดจำได้ว่าเป็นผลงานจาก Studio Ghibli อย่างแน่นอน ซึ่งในบทความครั้งนี้ก็จะมาแนะนำอนิเมชั่นดี ๆ จากค่ายผู้สร้างชื่อดังค่ายนี้

เรื่องที่ 1 Spirited away

            เป็นเรื่องราวของเด็กหญิงวัยเพียง 10 ขวบนามว่า “จิฮิโระ” เธอได้ค้นพบโลกอีกใบที่ถูกเรียกว่ามิติลึกลับ จากนั้นเธอก็ต้องสูญเสียพ่อแม่ที่กลายร่างเป็นหมู และต้องคอยหลบหนีจากวิญญาณสุดพิศวงที่มีอยู่เต็มไปหมด แต่แล้วเธอก็ยังโชคดีและได้รับความช่วยเหลือจากเด็กชายเทพมังกร ทำให้เธอได้ทำงานในโรงอาบน้ำแม่มด ในระหว่างนั้นเธอก็ได้สร้างมิตรภาพดี ๆ ขึ้นกับวิญญาณรอบตัว และพยายามตามหาหนทางในการถอนผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Grave of the Fireflies
คำสาปให้ผู้เป็นพ่อแม่ต่อไป

เรื่องที่ 2 สุสานหิ่งห้อย (Grave of the Fireflies)

อนิเมชั่นเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สามารถเรียกน้ำตาจากผู้ชมได้แบบไม่ขาดสาย เพราะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเด็กน้อยสองคนที่ต้องเผชิญกับความโหดร้ายของโลกใบนี้ตามลำพัง ว่าด้วยการเดินทางของ “เซตะ” เด็กชายวัย 14 ปี และ “เซซึโกะ” น้องสาววัย 5 ขวบ และปลายทางของเรื่องราวความลำบากที่ต้องเจอก็คือการสูญเสียที่เล่นเอาใจคนดูสลายกันมาแล้วทั่วโลก

เรื่องที่ 3 โทโทโร่เพื่อนรัก (My Neighbor Totoro)

ภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่องนี้มีตัวละครที่เป็นที่จดจำกันเป็นอย่างดี อย่าง “โทโทโร่” ซึ่งมีกระแสตอบรับจากผู้คนทั่วโลกจำนวนมาก เนื้อเรื่องเกี่ยวกับสองพี่น้อง “ซัทสุกิ” และ “เมย์” ที่ได้พบกับเทพอารักษ์โทโทโร่ และวันเวลาอันแสนเงียบเหงาก็ถูกแทนที่ด้วยความสุขและรอยยิ้มที่จะอุ่นหัวใจของผู้ชมให้รู้สึกมีความสุขไปพร้อม ๆ กัน เป็นเรื่องที่มีชื่อเสียงจนกลายเป็นสัญลักษณ์ของ Studio Ghibli ไปเป็นที่เรียบร้อย

เรื่องที่ 4 Whisper of the heart

            สำหรับเรื่องนี้เป็นเรื่องราวความรักแบบเด็ก ๆ ที่น่ารักและอบอุ่นหัวใจเป็นอย่างมาก เมื่อเด็กหญิงคนหนึ่งผู้รักการอ่าน ได้ค้นพบว่าเธอมักจะยืมหนังสือทุกเล่มหลังจากเด็กชายคนหนึ่งเสมอ ซึ่งพวกเขาก็มีความฝันที่แตกต่างกันไป ในวันที่พวกเขาได้พบกันและเรียนรู้กันและกัน และถึงแม้จะต้องแยกจากกัน แต่การแยกจากนั้นจะไม่เจ็บปวดสำหรับพวกเขา หากพวกเขารักที่จะเห็นอีกคนตามันได้สำเร็จ

เรื่องที่ 5 Howl’ s Moving castle

            เป็นอนิเมชั่นแนวแฟนตาซีอีกเรื่องที่ได้รับกระแสตอบรับดีมาก ๆ โดยมีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับเด็กสาวธรรมดาคนหนึ่ง ที่ต้องถูกสาปให้กลายเป็นคนแก่ เพียงแค่เพราะถูกแม่มดนิสัยไม่ดีหมั่นไส้ แต่การถูกสาปครั้งนี้ก็ทำให้เธอได้พบกับพ่อมดหนุ่มรูปหล่ออย่าง “ฮาวล์” ที่ถึงแม้จะเห็นว่าเธอเป็นยายแก่ ๆ แต่ก็ยังมีจิตใจที่อ่อนโยนและคอยให้ความช่วยเหลือเธอเสมอ จนเกิดเป็นเรื่องราวความรักขึ้นระหว่างทั้งคู่ และแน่นอนว่าภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่องนี้ทำให้ผู้ชมได้ตระหนักถึงความจริงที่ว่า ความรักเกิดขึ้นได้โดยไม่เลือกว่าภายนอกจะเป็นเช่นไร

            และทั้งหมดนี้ก็คือ 5 ภาพยนตร์อนิเมชั่นจาก Studio Ghibli ที่ในชีวิตนี้ควรดูสักครั้ง แต่ละเรื่องก็มีเสน่ห์ในแบบของตัวเอง และมีความเป็นเอกลักษณ์ในแบบฉบับอนิเมชั่นที่ถูกสร้างสรรค์โดยสตูดิโอคุณภาพชื่อดัง ใครที่ยังไม่รู้ว่าจะดูอะไรดีในช่วงวันหยุด ต้องลองเปิดใจให้กับภาพยนตร์อนิเมชั่นของค่ายนี้ดูสักครั้ง รับรองว่าไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน

#Studio Ghibli #สุดยอดอนิเมชั่น Ghibli #อนิเมชั่นญี่ปุ่นแนะนำ